สัมภาษณ์พิเศษ : "ร.ศ. สุขุม นวลสกุล" จับยามการเมือง 2 ฝ่ายไม่พร้อมแตกหัก

 

สถานการณ์การเมืองไทยในยามนี้ ไม่ต่างอะไรกับดัชนีหุ้นที่ต้องลุ้นผ่านแนวต้าน-แนวรับกันแบบวันต่อวัน เพราะล่าสุด แม้การชุมนุมของกลุ่ม "คนรักทักษิณ" เมื่อคืนวันที่ 15 มิถุนายน ซึ่งมีการนำภาพและเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาปลุกกระแสเรียกคน จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดๆ เกิดขึ้นดังที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง แต่เท่าที่สดับตรับฟังดูยังพบว่า ประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศยังไม่เชื่อมั่นว่า บ้านเมืองจะฝ่าพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า "การนองเลือด" จะเป็นจุดจบของความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้!

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของ รศ.สุขุม นวลสกุล นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ที่เฝ้าสังเกตการณ์พลวัตการเมืองไทยมาตลอดหลายสิบปี กลับมั่นใจว่า วิกฤติการเมืองในปัจจุบันยังมีทางออก และจะไม่นำไปสู่การปะทะจนถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อเหมือนในอดีตอย่างแน่นอน

"ผมคิดว่าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ในตอนนี้ ต่างก็มีบทเรียนกันมาทั้งนั้น" รศ.สุขุมเอ่ยขึ้นในเบื้องแรก

"อย่าง คมช.ก็มีบทเรียนของ รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) ที่ต้องยึดเป็นหลัก ส่วนกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ที่สนามหลวง ก็มีบทเรียนสมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่นำไปสู่การปราชัยพ่ายแพ้ เพียงแต่สถานการณ์ขณะนี้ดูเหมือนว่า มันไม่มีทางออก ก็เลยทำให้คนมองว่าน่าจะถึงขั้นปะทะ ซึ่งผมมองว่าถ้าทั้งสองฝ่ายพร้อม มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังไม่พร้อมที่จะเล่นบทแตกหัก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายต่อต้านหรือฝ่ายผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็ตาม"

รศ.สุขุม ชี้ว่า เงื่อนไขการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำไปสู่การปะทะเหมือนในอดีต และวันนี้หากใครเปิดฉากความรุนแรงขึ้นมา คนนั้นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

"ใครอดทนมากกว่าเป็นผู้ชนะ คนไม่อดทนจะแพ้ เพราะประชาชนไม่ยอมรับความรุนแรง สมมติว่าฝ่ายทหารตัดสินใจปราบปรามประชาชนก็ต้องแพ้ไป แต่ถ้าอีกฝ่ายรุกไล่เข้าไปเผา บก.ทบ. (กองบัญชาการกองทัพบก) ก็จะแพ้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ค่อยกลัวการแตกหักเท่าไร เพราะประชาชนส่วนใหญ่กลัวความรุนแรง" นักรัฐศาสตร์ชื่อดังฟันธง

แต่สิ่งที่ รศ.สุขุม เตือนให้ระวัง ก็คือความเคลื่อนไหวของ "มือที่สาม" และ "อุบัติเหตุทางการเมือง"

"สำหรับมือที่สามตอนนี้ยังไม่ทำอะไร ถ้าฟังจากคุณพัลลภ (พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษา กอ.รมน.) จะเข้าใจว่า การเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้นแต่ละครั้ง ต้องมีคนทำให้สถานการณ์สุกงอม ซึ่งปัจจุบันยังไม่เกิด เพราะยังไม่มีกลุ่มไหนทำ ฉะนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงจึงมีเรื่องเดียว คืออุบัติเหตุทางการเมือง"

รศ.สุขุม อธิบายว่า การเมืองไทยนั้น ถึงอย่างไรคำว่า "อุบัติเหตุ" ก็ต้องระวัง เพราะหลายๆ ครั้งสถานการณ์พลิกผันอย่างสิ้นเชิงได้จากเรื่องเล็กๆ หรือเรื่องไม่เป็นเรื่องเพียงนิดเดียว

"เหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516" เขาย้อนอดีต "วันนั้นผู้ชุมนุมกำลังทยอยกันกลับอยู่แล้ว เพราะตกลงกันได้ จะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 6 เดือน แต่เรื่องมาเกิดเมื่อตำรวจไม่ยอมให้ผ่านสี่แยกทางจะไปสวนจิตรลดา เพราะกลัวผู้ชุมนุมจะเข้าไปที่สวนรื่นฤดีเท่านั้นเอง ปรากฏว่านักศึกษาก็กำลังหงุดหงิด อดนอนมาหลายคืน ข้างหน้าก็เจรจากัน ข้างหลังก็ขว้างขวด พอตำรวจตีนำ...จบเลย เกิดการปะทะจนเลือดตกยางออก กลายเป็นเรื่องเปลี่ยนประวัติศาสตร์บ้านเมืองไปเลย"

นักรัฐศาสตร์ชื่อดังยังได้ยกเหตุการณ์ในอดีต เมื่อปี พ.ศ.2518 ขึ้นมาเตือนสติผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

"ช่วงนั้นหม่อมคึกฤทธิ์ (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) เป็นนายกฯ พวกกระทิงแดงจะไปลุยธรรมศาสตร์ อาจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นรักษาการอธิการบดีอยู่ ท่านก็รายงานรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร หม่อมคึกฤทธิ์ก็บอกว่า คุณขนคนออกจากธรรมศาสตร์ให้หมด เพราะตึกเผาแล้วสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าคนตายสร้างใหม่ไม่ได้ พอขนคนออก พวกนั้นก็เข้าไปเผานิดหน่อย แต่ความรุนแรงไม่เกิด"

"คุณคึกฤทธิ์แกก็มีหลักในการแก้ปัญหา เพราะถ้าเอาตำรวจไปสกัด ก็ต้องปะทะกัน ยิงกัน มีคนตายแน่นอน แต่ถ้าปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าไป ดูซิว่าจะทำลายได้เท่าไร ตึกพังก็สร้างกันใหม่ได้" รศ.สุขุม กล่าวและว่า

"ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ ผู้มีอำนาจต้องไม่คิดเรื่องแพ้ชนะ ต้องคิดในแง่ผลลัพธ์ ถ้า คมช.คิดว่าการปล่อยให้ฝ่ายต่อต้านเข้าไปใน บก.ทบ.ได้คือแพ้หรือเสียหน้า โอกาสปะทะย่อมมี ฉะนั้นก็ปล่อยให้เขาทำไป เพราะเมื่อทำไปถึงขีดหนึ่ง สังคมจะไม่เอาด้วย เมื่อสังคมไม่เอา คมช.ถึงจะมีสิทธิเข้าไปดูแล ดังนั้น อย่าไปคิดเรื่องแพ้เรื่องชนะ เช่น ถ้าเขาล้ำสะพานนี้มาพวกเราแพ้ จะไปคิดอย่างนั้นไม่ได้"

ย้อนกลับไปที่ "ทางออก" ทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่ง รศ.สุขุม ยืนยันว่ายังมี ประเด็นนี้เจ้าตัวขยายความว่า เงื่อนไขที่เกิดขึ้นคือความไม่พอใจในบทสรุปของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างเช่น กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารด้วยอุดมการณ์ ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ กลุ่มนี้ไม่ยอมรับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ตีรวน ฉะนั้นทางออกที่จะคลี่คลายปัญหาของกลุ่มนี้ได้ก็คือ คมช.อาจจะต้องหยิบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้ แรงต้านก็อาจจะลดลง

สำหรับกลุ่มผู้ชุมนุมที่บุก บก.ทบ. ได้แก่ กลุ่มคนรักทักษิณ หรือไม่พอใจในสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญ ก็ต้องย้อนถามว่า กลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่หรือไม่ แล้วส่วนอื่นๆ จะเอาด้วยกับการเคลื่อนไหวแบบนี้หรือเปล่า

"ผมเชื่อว่าทางออกคือการเจรจา ส่วนการจะประกาศเคอร์ฟิวหรือภาวะฉุกเฉินนั้น ผมมองว่าเป็นการขู่มากกว่า เพราะมันส่งผลเสียมากกว่าผลดี สมมติว่าประกาศเคอร์ฟิวออกมาแล้ว ผู้ชุมนุมไม่สนใจ ยังปักหลักนอนสนามหลวง คมช.จะทำอย่างไร จะไปฆ่าหรือจับเขาเข้าคุกหรือ...มันทำไม่ได้ ฉะนั้นทางออกจึงต้องเจรจา และผมก็เชื่อว่ามีการคุยกันอยู่ หน้าฉากอาจจะประท้วงกันไป แต่เบื้องหลังมีการคุยกันแน่นอน เพราะการประท้วงที่ไม่มีการคุยกันเลย จะต้องแตกหัก แต่เมื่อดูท่าทีของแต่ละฝ่ายแล้ว ยังไม่ได้มุ่งไปสู่จุดแตกหัก ฉะนั้นจึงน่าจะมีการคุยกันพอสมควร"

รศ.สุขุม ชี้ว่า ถึงนาทีนี้ทุกคนเชื่อตรงกันแล้วว่า ทางออกของบ้านเมือง คือการเลือกตั้ง เพียงแต่จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับไหน และกลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองก็ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ฉะนั้นปัญหาก็คือจะได้สิทธิคืนมาหรือไม่อย่างไร

"ผมคิดว่าแนวทางการนิรโทษกรรมอาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะ พล.อ.สนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.) ก็เคยมีความคิดที่จะทำ เพียงแต่เมื่อถูกแรงต้านก็ถอย แต่ใจคงยังคิดอยู่ หรือถ้าสุดท้ายถ้านักการเมืองกลุ่มนี้สมัครรับเลือกตั้งได้ไม่ทันจริงๆ เท่าที่เคยมีปรากฏการณ์มาในอดีต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะผลักดันกฎหมายออกมาเพื่อช่วยเหลือกัน เพราะการเมืองไทยนั้น ทุกครั้งที่ผ่านวิกฤติมาได้ มักจะนำไปสู่การรอมชอม"

อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ รศ.สุขุม เห็นว่ากำลังเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาการเมืองไทยไม่จบง่ายๆ ก็คือการที่ คมช.ไม่สามารถควบคุมองค์กรต่างๆ ที่ตนเองตั้งขึ้นมากับมือได้เลย

"การปฏิวัติครั้งนี้แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ รัฐบาลคอนโทรลสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ได้ และ คมช.ก็เกือบจะคอนโทรลอะไรไม่ได้เลยเหมือนกัน เพราะถ้าคอนโทรลได้ ปัญหาจะแก้ง่ายกว่านี้ เช่น ถ้า คมช.ไปตกลงกับกลุ่มต่อต้านว่า จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ก็ไปสั่งสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ล้มร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจัดทำอยู่เสีย ปัญหาก็จะจบ แต่ขณะนี้ คมช.ไปสั่งได้หรือเปล่า"

"ผมเห็นว่าสถานการณ์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้คือ คมช.คุมองค์กรที่ตนเองตั้งขึ้นมาไม่ได้ คุมสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ คุม คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ไม่ได้ คุมตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ คมช.แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เพราะ คมช.เป็นคนแก้ปัญหา ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายคน แต่ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเอง และมีแรงสะสมบางอย่างอยู่ภายใน"

"เมื่อคนมีอำนาจในการแก้ไขปัญหา กลับไม่มีอำนาจคอนโทรลองค์กรที่แก้ปัญหา มันก็เลยทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" นักรัฐศาสตร์ชื่อดังสรุป

- - - - - - - - -  

 

    < ฟัง อ.สุขุม นวลสกุล พูด (ตอนที่ 2)>

 

 

   
   

                  
                                    <Next>