ล้ม รธน. เลือกตั้งเร็ว
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
กองบรรณาธิการไทยโพสต์

ขออีกครั้งกับวรเจตน์ ในช่วงเวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ส.ส.ร.แล้ว เตรียมจะเข้าสู่การลงประชามติ ในฐานะนักกฎหมายมหาชนที่ทุกฝ่ายยอมรับ (แม้บางคนปากไม่ยอมรับ)ว่าเที่ยงตรงอยู่ในหลักการมากที่สุด ในยุคสมัยที่นักกฎหมายส่วนใหญ่เลือกข้างไปแล้ว

แม้ยืนยันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่วรเจตน์ก็ไม่เคยวิจารณ์ด้วยอคติ เขาเน้นที่เนื้อหา วิจารณ์ด้วยหลักวิชา บทสัมภาษณ์ครั้งนี้อาจจะเน้นเนื้อหาซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย แต่วรเจตน์ยังชี้ว่าข้อบกพร่องของร่างรัฐธรรมนูญ 50 อีกด้านหนึ่ง ก็คือขาดตรรกะ มีความไม่สอดคล้องกันในทางหลักกฎหมายมหาชน อาทิเช่น การกำหนดว่าองค์กรใดเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างองค์กร หรือชั้นของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นปัญหาให้ต้องตีความกันยุ่งยาก เมื่อนำมาปฏิบัติในภายหน้า รายละเอียดในส่วนนี้อาจต้องถกกันอย่างจริงจังในหมู่นักวิชาการและนักกฎหมาย

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้นอกจากชี้ว่าส่วนใดเปลี่ยนส่วนใดไม่เปลี่ยน จากร่างของกรรมาธิการที่วิจารณ์ไปแล้ว วรเจตน์ยังชี้ให้เห็นว่าประเด็นร้อนแรงที่สุดในทางการเมือง ก็คือมาตรา 309 ว่าด้วยการนิรโทษกรรม ซึ่งออกมาเพื่อรองรับ คมช.และ คตส.โดยเฉพาะ

ขณะเดียวกันเขายังหักล้างข้ออ้างของ คมช.และรัฐบาล ที่ว่ารับร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะได้เลือกตั้งเร็ว เพราะไม่เป็นความจริง ถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว คมช.และรัฐบาลกล้าประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ต้องเสียเวลาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และกฎหมายพรรคการเมือง เอากฎหมายเดิมมาใช้ได้ทันที


..................................
ใครว่าไม่รับแล้วช้า

วรเจตน์บอกว่าแม้จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเขาก็เชื่อว่าจะผ่านการลงประชามต

"ณ เวลานี้เชื่อว่าจะผ่าน เพราะอีก 3 สัปดาห์ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่าเขาคงพยายามทุกวิถีทางให้ผ่านให้ได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีกล่องดวงใจของ คมช.อยู่ คือมาตรา 309 เป็นสิ่งซึ่งคุณจะแตะอะไรก็แตะไปเถอะ แต่เรื่องนิรโทษกรรมอย่ามาแตะ ไม่มีการปรับเปลี่ยนเลยแม้แต่ถ้อยคำเดียว"

ประชาชนก็อยากให้ผ่านด้วย

"ประชาชนเขาอาจจะรู้สึกอยากให้เรื่องมันจบ หลายคนอยากเลือกตั้งแล้ว ตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไปผูกการเลือกตั้ง โดยผลพวงของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ที่กำหนดการทำประชามติแบบเทียมๆ ขึ้น ในแง่ของการรณรงค์และการ debate ก็อยู่บนพื้นฐานของความไม่เท่ากัน ก็เลยคิดว่าน่าจะผ่านไปได้ แต่ถ้ามีปัจจัยอะไรมาก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะตอนนี้ฝ่ายรณรงค์ไม่รับก็ยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน บางคนบอกให้ทำบัตรเสีย ให้เขียนว่าไม่เอา คมช. ซึ่งผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย ถ้าจะรณรงค์ให้เป็นเอกภาพก็คือรณรงค์ไปกาไม่รับ แต่ต้องอธิบายความหมายของไม่รับว่าหมายความว่าอะไรบ้าง"

"อย่างผมไม่รับคือไม่รับที่มา ไม่รับกระบวนการ ไม่รับเนื้อหา และจะชี้ให้เห็นว่าไม่รับกระบวนการทำประชามติด้วย และต้องอธิบายด้วยว่าไม่รับแล้วทำอย่างไรต่อ เพื่อตอบคำถามได้ว่าเลือกตั้งจะไม่ช้า"

"ไม่รับเท่ากับรัฐธรรมนูญ 2540 เอาการเลือกตั้งตามระบบ 2540 เท่ากับเอา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง 2540 มาใช้และเลือกตั้งได้เลยทันที คุณไม่ต้องรอทำกฎหมาย ถ้ารับฉบับนี้คุณต้องทำกฎหมายเลือกตั้งนะ แต่ถ้าไม่รับ วันที่ประชามติออกมาและผลว่าไม่รับ ก็ต้องกดดันให้ คมช. ครม.เอารัฐธรรมนูญ 2540 มาประกาศใช้ทันที อาจจะเขียนบทเฉพาะกาลสัก 3-4 มาตรา และกำหนดวันเลือกตั้งได้เลยเพราะกฎหมายมีอยู่แล้ว เขตเลือกตั้งก็ไม่ต้องทำใหม่ เอาไปตามนี้ก่อน ผ่านกระบวนการเลือกตั้งแล้วจะปฏิรูปก็ค่อยว่ากันอีกที อย่างน้อยมันมีฐานในทางประชาธิปไตย"

เรื่องนี้สวนทางกับที่คนทั่วไปคิดว่าจะช้า วรเจตน์บอกว่าไม่ใช่ เป็นความเข้าใจผิด

"มันเร็วกว่าด้วยซ้ำ เพราะกฎหมายเลือกตั้งไม่ต้องแก้เลย"

เขาบอกว่าทีมเพื่อนๆ อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 5 คน กำลังเตรียมแถลงเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า ทิศทางจะนำเสนอเช่นนี้ แต่จะพิเคราะห์ให้รอบคอบในทางกฎหมายมากขึ้น เสนอทางแก้ปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 19 ก.ย.จนถึงวันที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

"เพราะมันเกิดอะไรขึ้นมาหลายอย่าง มันมี กกต. ป.ป.ช. มี คตส. มีการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิเลือกตั้ง พวกนี้เป็นปัญหาทางกฎหมายต้องขบและแก้ บนพื้นฐานว่าทำอย่างไรให้การไม่รับเท่ากับรัฐธรรมนูญ 2540 บวกกับการเลือกตั้งทันที"

ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะประเด็นนำในการลงประชามติ กลายเป็นเรื่องเลือกตั้งช้า เร็ว ถ้าไม่ตีประเด็นนี้ให้ตกไปก่อน ก็ไม่เกิดการต่อสู้ในทางเนื้อหาจริงๆ

"คือตอนนี้คนไม่มองเนื้อหา คนมองว่ารับเท่ากับเลือกตั้งเร็ว ไม่รับก็ไม่รู้เลือกตั้งเมื่อไหร่ ประเด็นมันถูกจำกัดแค่นี้ ไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกันจะจะ รัฐธรรมนูญ 2540 กับ 2550 มันดีกว่ามันด้อยกว่าตรงไหน อย่างนี้มันทำให้การ debate ในเนื้อหามีความหมายยิ่งขึ้น ถึงเราค้านไม่สำเร็จก็เป็น record แต่ถ้าสำเร็จมันอาจจะทำให้สังคมที่จะพากันไปในทิศทางที่ตีบตันมากขึ้นอาจจะคลายตัวออกก็ได้ นี่คือความพยายามของผมกับเพื่อนผมที่เรามีกันอยู่ 5 คน เราก็รู้จักกันดีทุกคน รู้ว่าบริสุทธิ์ใจกันแค่ไหน"

"เราต้องชูธงว่าไม่รับเท่ากับรัฐธรรมนูญ 2540 บวกกับบทเฉพาะกาลสั้นๆ 3-4 มาตราเพื่อแก้ปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย และกำหนดวันเลือกตั้งทันที โดยใช้ พ.ร.บ.เดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องแก้อะไรเลย เพราะเราจะเลือกตั้งในระบบ 2540 เพื่อให้มีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 2 สภา และหลังจากนั้นพลังทางสังคมช่วยกันกดดันว่าทิศทางในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ประเด็นที่มันดีใน 2550 อย่างเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็เอามาเพิ่ม ส่วนอะไรที่เป็นการสืบทอดอำนาจ ระบบอำมาตยาธิปไตย เอามาทำไม ผมว่ามันต้องสู้ตรงนั้นถึงจะทำให้ประเทศเคลื่อนไปได้"

..............................
ระบบเลือกตั้งไร้ฐานคิด

วรเจตน์สรุปคร่าวๆ เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขอีกครั้ง

"เอาที่ดูเหมือนเขารับฟังก่อน ที่เขาเอาข้อแย่ๆ ออกไป เช่น องค์กรแก้วิกฤติชาติ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาก็เป็นลูกผสมเลือกตั้งกึ่งหนึ่ง แสดงว่าที่ผ่านมาที่มีการพูดกันก็มีผลเหมือนกัน แต่ว่าผลไม่มาก เพราะอะไร ประเด็นหลักที่ต้องการก็ยังได้เกือบทุกประการ"

"ถ้าเทียบกับ 2540 อันที่ดูเหมือนว่าน่าจะดีขึ้นก็คือบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่มันไม่ค่อยมีนัยสำคัญเท่าไหร่ เพราะว่าสิทธิเสรีภาพของ 2540 ก็ดีมากแล้ว มันมีปัญหาเรื่องการบังคับตามสิทธิมากกว่า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมไม่ค่อยตื่นเต้น และไม่ควรเอาไปแลกอันอื่น คือเราได้ตรงนี้เพิ่มเติมมานิดๆ หน่อยๆ ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ เข้าชื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ กับการสูญเสียอีกหลายสิ่งหลายอย่างในเชิงกลไกระบอบประชาธิปไตย กับการเข้ามากุมอำนาจทางการเมืองของกลุ่มข้าราชการระดับสูง ผมคิดว่ามันไม่คุ้มกัน"

"ประเด็นทางกฎหมายอื่นที่เขาแก้ก็เช่น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีวิธีพิจารณาที่ทำขึ้นโดยพระราชบัญญัติ ซึ่งมันควรจะเป็นหลักอย่างนี้ เขาก็ทำ แต่มันมีอีกประเด็นทางเทคนิคที่เขาควรแก้แต่ไม่แก้ เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ดีไปกว่า 2540 และถ้าดูในเชิงหลักการหลายเรื่องจะถอยหลังกว่า 2540 ด้วยซ้ำ"

"ผมไม่ใช่แฟนรัฐธรรมนูญ 2540 นะ หลายเรื่องต้องแก้ แต่ว่าหลายเรื่องเขามีหลักของเขาอยู่ เรื่องระบบเลือกตั้ง หลักที่เขาวางไว้ดีกว่า 2550 ระบบเลือกตั้ง 2540 อธิบายได้ มี ส.ส. 500 คน 400 คนมาจากการแบ่งเขต 100 คนบัญชีรายชื่อ ระบบเลือกตั้ง 2550 มี 480 คน 80 คนมาจากบัญชีรายชื่อ"

"ระบบ 2540 มีปัญหาเถียงกันเรื่องการผสม มีปัญหาเรื่องความยุติธรรมในน้ำหนักคะแนนอยู่บ้าง แต่อย่างน้อย 2540 ก็มีฐานคิด คือ 400 คนมาจาก 400 เขต เขตละ 1 คน ประชาชนในเขตเลือกตั้งมีคะแนนเสียงเท่ากันหมด ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน มันก็อธิบายในเชิงนโยบายทั้งประเทศ เอาคะแนนจากคนให้ได้มากที่สุด ต้องชูนโยบายของพรรคให้คนเห็นทั้งประเทศ อย่างน้อยฐานตรงนี้อธิบายได้ดีกว่า 2550 บัญชีรายชื่อ 80 คนมาจาก 8 กลุ่มจังหวัด กลุ่มจังหวัดละ 10 คน ถามว่ากลุ่มจังหวัดตอบคำถามอะไร ตอบคำถามนโยบายเรื่องไหน ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาจังหวัดไหนรวมกับจังหวัดไหน รวมด้วยเหตุผลอะไร คือมันจะยุ่ง เพราะมันไม่ตอบคำถามอะไร บัญชีรายชื่อของต่างประเทศเขาใช้การแบ่งกลุ่ม อาจจะแบ่งเป็นภาคหรือเป็นมลรัฐ แต่ว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ทุกบัญชีเท่ากันอย่างที่ ส.ส.ร.คิด ถ้าจะสลายระบบปาร์ตี้ลิสต์ทั้งประเทศคุณจะต้องแบ่งโดยมีฐานคิดว่าจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ เช่นเอาภาคเป็นเกณฑ์ เหนือ ใต้ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายตามประชาชนซึ่งบัญชีรายชื่อต้องไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่พอมาคิดว่าจะทำให้ทุกบัญชีเท่ากัน มันก็ต้องไปหาวิธีการทำให้ขนาดของเขตเลือกตั้งเท่ากัน คิดอะไรไม่ออกก็เลยใช้กลุ่มจังหวัด ส่วน ส.ส. 400 เขต กลายเป็นระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ ย้อนไปก่อน 2540 หลายคนก็วิจารณ์เอาไว้ว่ามันอาจจะทำให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสม เพราะมันไม่บังคับให้คนแต่ละพื้นที่นั้นต้องเลือกพรรคเดียวกัน 3 คน นี่มองในแง่ของระบบ ยังไม่พูดถึงผลที่เกิดจากระบบแบบนี้ จะเห็นได้ชัดเลยว่าระบบรัฐธรรมนูญ 2540 อธิบายได้ดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2550"

แล้วการเลือก ส.ว.ล่ะ

"เขาไปผูก ส.ว.เลือกตั้งกับจังหวัด ซึ่งอันนี้ก็อธิบายไม่ได้ว่าแต่ละจังหวัดมีประชากรไม่เท่ากัน แต่ทำไมมี ส.ว.คนเดียวทุกจังหวัด 76 คนมาจากการเลือกตั้ง อีก 74 คนจากการสรรหา ในแง่การเลือกตั้งมันตอบคำถามไม่ได้ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ คิดว่าจังหวัดละ 1 คน บางประเทศที่เขามี ส.ว.เท่ากัน มันเป็นมลรัฐ มลรัฐเล็กหรือใหญ่ไม่มีปัญหา เพราะมันเป็นผู้แทนของตัวมลรัฐ เป็นระบบสหพันธรัฐ แต่ของเราไม่ใช่"

"ส.ว.ที่มาจากการสรรหาก็เป็นปัญหาเดิมๆ ถ้ามี ส.ว.จากการสรรหาไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนคุณต้องคิดไปพันกับอำนาจของตัวสภา มันถึงจะตอบคำถามได้เป็นเหตุเป็นผล มันเป็นไปได้เหมือนกัน ส.ว.จากการสรรหา เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองอะไรบางอย่าง ช่วยดูกฎหมาย อำนาจเขาไม่มีอะไร ถอดถอนใครไม่ได้ ก็พอรับได้ แต่ถ้าคุณจะให้วุฒิสภามีอำนาจเหมือนอย่างที่ให้ตอนนี้ เห็นชอบการตั้งคนเข้าสู่องค์กรอิสระ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส.ว.ที่มาจากการสรรหาตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้เลย คุณเอาอำนาจมาจากไหน นี่คือปัญหาของระบบ ส.ว.ของไทย"

"รัฐธรรมนูญ 2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน และก็มาจากจังหวัด แต่ละจังหวัดก็มี ส.ว.ไม่เท่ากัน แต่ความประหลาดของ 2540 ที่อธิบายไม่ได้คือ ส.ว. แต่ละจังหวัดมีไม่เท่ากัน แต่ประชาชนมีคะแนนเดียวในการลงคะแนน อันนี้ผมมองว่าเป็นข้ออ่อนในเชิงคะแนนเสียง ผมอยู่ กทม.ก็ลงได้ 1 คะแนน คนในระนองก็ลงได้ 1 คะแนน แต่ที่นั่นมี ส.ว.ได้แค่คนเดียว กทม.มี 18 คน ก็ทำให้คนได้ที่หนึ่งคะแนนเป็นแสน คนได้ที่ 18 ได้ 2 หมื่น ซึ่งไม่สมเหตุสมผล"

"เคยมีการคิดอยู่เหมือนกัน ผมทำวิจัยเรื่องนี้กับทีม ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ตอนนั้นเขาเถียงกันว่ามี ส.ว.หรือไม่มี ส.ว. ผมอยู่ในฝ่ายที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี ส.ว. แต่ส่วนใหญ่เขาเห็นว่ามันควรจะมีอยู่ แต่ถ้าให้อำนาจขนาดนี้ผมก็คิดว่าต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ซึ่งในทีมก็เห็นตรงกัน อาจารย์ศิริพันธ์ก็ไปดูวิธีการลงคะแนนในหลายประเทศมา บางประเทศมีวิธีลงได้หลายคน คือตั้งลำดับความชอบ สมมติกรุงเทพฯ มีคนที่เราชอบ 5 คน เราอาจจะลงให้หมายเลข 1 ก่อน อันดับ 2 ก็หมายเลข 2 และ 3, 4 ลงมา เวลาเอาบัตรลงคะแนนมาคอมพิวเตอร์จะจัดการคำนวณให้เรียบร้อย ก็เป็นไอเดียหนึ่งซึ่งน่าสนใจ มันน่าจะลดการซื้อเสียงได้ด้วย เป็นไอเดียที่วางบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ไอเดียที่คิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาช่วยเลือกแทนเรา คนอาจจะบอกว่าไอ้พวกนี้มันประชาธิปไตยจ๋าเหลือเกินแต่ผมมองว่าพวกนี้ต้องค่อยๆ พัฒนาไป ผมจึงเชื่อมั่นว่าถ้าให้เขาเรียนรู้ คนเราจะค่อยๆ ดีขึ้น มันต้องใช้เวลา"

"รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมให้ใช้เวลา เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งบอกว่าโลกนี้จะไปไหนก็ไป เราจะอยู่กับระบบนี้อย่างที่เราเคยอยู่กัน พยายามที่จะรั้งกงล้อทางประวัติศาสตร์ที่หมุนไปๆ พยายามดึงมันเอาไว้ ไม่ให้มันไป ซึ่งมันดึงไม่ได้หรอกครับ อาจจะกระตุกฉุดรั้งมันอยู่แต่ว่ามันต้องไป"

"ระบบเลือกตั้งฐานคนคิดเขาพยายามทำอย่างไรที่จะทอนความเข้มแข็งรัฐบาลลง คนร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มองจากประสบการณ์ก่อน 2540 ว่ารัฐบาลมันไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไหร่ ก็พยายามสร้างรัฐบาลให้เข้มแข็งและอาจจะมากไป พอรัฐธรรมนูญ 2550 นี่กลับไปอีกอย่าง ไปมองรัฐบาลของคุณทักษิณ และมองในเชิงลบเป็นหลัก รัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งระบบเลือกตั้ง ทั้งกลไกการตรวจสอบมันจึงเข้มมาก จนรัฐบาลที่จะขึ้นมาบริหารประเทศกระดิกกระเดี้ยอะไรลำบากในหลายเรื่อง ในเชิงระบบเลือกตั้งมีแนวโน้มว่าเป็นรัฐบาลผสม พร้อมๆ ไปกับเรื่องกลไกขององค์กรอิสระ ซึ่งอาจจะเข้ามาตรวจสอบได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือ กกต. คือถ้ารัฐบาลยืนอยู่คนละด้านกับองค์กรต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นปัญหามากเลยในเชิงการทำงาน"

บางคนบอกว่าดี ตรวจสอบถ่วงดุลเยอะๆ

"เราต้องทำความเข้าใจเรื่องอำนาจบริหาร คือเราจะสวิง พอเจออย่างนี้ปุ๊บเราก็จะสวิงไปอีกขั้วหนึ่ง แล้วเราก็จะไปเจอกับปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องแก้อีกทีหนึ่ง ยกตัวอย่างพอเราเจอคอรัปชั่นอย่างรุนแรงเราก็ตีความกฎหมายเพื่อขยายพลังมันออกไปมากที่สุด ผลในทางลบจะเกิดขึ้นกับข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน ถ้าแค่เข้าร่วมประชุมคุณก็มีความผิดแล้ว มันจะทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจ เราก็จะได้ระบบราชการที่เชื่องช้า คนไม่กล้ารับผิดชอบ ไม่กล้าคิดทำอะไรใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริหาร"


........................
อำนาจเบ็ดเสร็จ

อำนาจขององค์กรอิสระที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคืออำนาจ กกต.

"อำนาจของ กกต.มากขึ้นในเรื่องการคุมทางการเมือง ที่เห็นชัด เรื่องที่ให้การกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งจะส่งผลถึงยุบพรรคการเมืองได้ ทั้ง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเลยเพราะเป็นตัวเปิดและเป็นตัวปิด มีคนพูดว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคไปซื้อเสียง ก็เป็นเหตุให้ยุบพรรคได้ ผมว่านี่ extreme เราต้องทำความเข้าใจเรื่องความหมายพรรคการเมืองกันใหม่ นี่คือการทำลายพัฒนาการในทางประชาธิปไตย บทบัญญัติแบบนี้ ด้วยความรู้สึกที่ว่าจะต้องจัดการพรรคการเมืองนี้ให้ได้ ก็เขียนบังคับเลยเรื่องการวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง เป็นมาตราที่มันอาจจะแกล้งกันได้นะ"

ทำให้คิดได้ว่าถ้าเป็นพรรคที่อยากให้รอดก็อนุโลม แต่ถ้าเป็นพรรคที่จ้องเล่นจะเปลี่ยนชื่อใหม่กี่ครั้งก็เจอแหง

"อันนี้คือปัญหา ทำให้คล้ายๆ กับว่ามีคนคุมความเป็นไปอย่างค่อนข้างเด็ดขาด อันนี้ก็จะลดพลังของการเมืองลง และเพิ่มพลังของราชการขึ้น"

ประเด็นนี้ไม่มีในร่างรับฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการ มาใส่ในภายหลัง เช่นเดียวกับอีกประเด็นคืออำนาจ กกต.ที่จะให้ใบเหลืองใบแดงก่อนประกาศผลเลือกตั้ง

"มาตรา 239 กรณีที่ กกต.วินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด"

ตรงนี้หนักกว่าปี 40 ที่ไม่ได้เขียนไว้ชัด แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าให้ กกต. มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดองค์กรเดียวกระนั้นก็มีการส่งให้ศาลวินิจฉัยก่อนกรณีที่ออกใบแดง

"ผมแย้งตรงนี้ว่ามันไม่สอดคล้องกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งให้อำนาจตรงนี้ไปอยู่ กกต.ที่เป็นคนดำเนินการเลือกตั้ง และชี้เพิกถอนสิทธิ เขาแยกก่อนเลือกตั้งกับหลังเลือกตั้ง ว่าเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลเท่ากับเสร็จเลย ใบแดงทีเดียวจบ แต่ถ้าประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว อย่างนี้ต้องยื่นเรื่องไปที่ศาลฎีกา"

ทำไมถึงออกมาอย่างนี้ เดิมทีก็มีกระแสให้เอาขึ้นศาล แม้แต่ฝ่ายศาลเองก็ยังเห็นว่าควรมีศาลเลือกตั้ง

"เรื่องเพิกถอนสิทธิ ถ้าถามผมต้องศาล เอาหลักก่อน มันเป็นไปไม่ได้ที่องค์กรที่เป็นคนจัดการเลือกตั้งด้วยจะมีอำนาจเด็ดขาดชี้ขาดสุดท้ายอยู่ในมือ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ" วรเจตน์บอกด้วยว่าไม่มีข้อกำหนดให้ กกต.ต้องประกาศผลเลือกตั้งเมื่อไหร่อย่างไร ฉะนั้น เมื่อ กกต.รู้ตัวว่า ถ้าประกาศผลเลือกตั้งไปแล้วตัวเองจะหมดอำนาจเด็ดขาด กกต.ก็อาจจะแจกใบแดงก่อน หรือดึงไว้ไม่ประกาศผลจนกว่าจะแจกใบแดง


..............................
ฝากอำนาจศาล

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2550 คือเน้นการให้อำนาจศาล

"ผมอยากจะบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันมี 3 ส่วนที่ได้ประโยชน์ ยังไม่ประเมินว่าชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมนะ แต่ว่าได้ประโยชน์มากขึ้นจาก 2540 คือหนึ่ง-ศาล โดยเฉพาะศาลยุติธรรม สอง-ทหาร สาม-องคมนตรี ที่จะได้บำเหน็จบำนาญ เดิมไม่มีการพูดเรื่องนี้เอาไว้เลย เขาเถียงเรื่องบำเหน็จบำนาญ ส.ส.จะควรจะได้ไหม ตกลงเขาก็ไม่ให้ แต่เขาให้องคมนตรี"

เราบอกว่าเรื่องนี้น่าประหลาดใจ เพราะองคมนตรีมักดำรงตำแหน่งไปตลอดอายุขัย

"นั่นสิ ผมก็ยังแปลกใจ เขาเขียนให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้องคมนตรีได้บำเหน็จบำนาญ เมื่อพ้นจากตำแหน่ง ในมาตรา 196 วรรค 2 ผมก็นึกต่อไปว่าองคมนตรีจะพ้นจากตำแหน่งในกรณีไหนบ้าง"

มีคำถามต่อไปอีกว่า สมมติในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง แบบนั้นยังสมควรได้บำเหน็จบำนาญหรือ

"ถูกต้อง แต่เขาอาจไปเขียนในพระราชกฤษฎีกาได้ว่าถ้าในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ออก ก็ไม่ได้บำเหน็จบำนาญ" วรเจตน์บอกว่าเคยมีองคมนตรีถูกปลดคนเดียวสมัยรัชกาลที่ 6

เออ แล้วบทบัญญัตินี้มีไว้ใช้กับใคร

เขาบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องแปลก "ผมคิดว่าทุกท่านที่ไปเป็นองคมนตรี ก็เป็นจุดสุดท้ายที่เป็นจุดสูงสุดแล้ว เป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิต คงไม่มีใครมาคิดเรื่องบำเหน็จบำนาญหรอก ผมไม่รู้ว่าเขียนทำไม อันนี้ก็แปลก"

ส่วนของทหารอยู่ในมาตรา 77 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ

"รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเป็นและเพียงพอ"

"รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแนวนโยบายค่อนข้างเยอะ ผมก็ไม่รู้ว่าการเพิ่มงบประมาณทหารที่ทำกันอยู่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ช่วงแรกเพิ่มหลังรัฐประหาร 3 หมื่นกว่าล้าน พ.ร.บ.งบประมาณฉบับใหม่ อีก 3 หมื่นกว่าล้าน ผมไม่รู้ว่าอันนี้เขียนเพื่อรองรับไหม ก็นี่ไงมันต้องจัดให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงพอ ไม่ใช่พอเพียงนะ มันก็แสดงให้เห็นว่าตรงนี้เขาเน้นไว้เป็นพิเศษ"

"ส่วนเรื่องของศาล อาจจะต้องพูดแยกกัน พูดในเชิงของอำนาจก่อน และตัวบุคคลอีกส่วนหนึ่ง"

"ศาลยุติธรรมเดิมทีพิจารณาคดีแพ่งคดีอาญา รัฐธรรมนูญ 2540 ได้อำนาจอันหนึ่งไปที่เป็นคดีอาญาของนักการเมือง แต่โดยรัฐธรรมนูญ 2550 ศาลยุติธรรมจะกลายเป็นศาลเลือกตั้งไปด้วย เพราะคดีเลือกตั้งถ้าเป็นท้องถิ่นจะขึ้นศาลอุทธรณ์ ถ้าเป็นระดับชาติก็จะไปศาลฎีกา เดิมศาลฎีกาวินิจฉัยคดีเลือกตั้งไหม ก็มีเหมือนกัน คุณสมบัติของผู้เลือกตั้ง แต่จะไม่มากเท่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ให้อำนาจวินิจฉัยเรื่องการเลือกตั้งเมื่อ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว"

วรเจตน์บอกว่าเขาก็เห็นด้วยว่าต้องให้อำนาจศาลแทน กกต. แต่ไม่น่าใช่ศาลยุติธรรม

"มันมีข้อน่าสังเกตว่าในทางหลักการคดีเลือกตั้งเป็นคดีในทางมหาชน เราต้องนึกถึงศาลในระบบกฎหมายมหาชนที่มีอยู่ คือศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครอง ถ้าพูดในเชิงระบบมันก็เป็นไปได้ว่าบุคลากร 2 ศาลนี้มีน้อย ศาลฎีกาอาจจะมีเยอะ แต่เราต้องคิดในเชิงระบบว่าคดีที่เกี่ยวพันทางมหาชนอย่างนี้มันต้องอยู่ในศาลทางมหาชน การที่รัฐธรรมนูญเอาอำนาจนี้ไปให้ศาลยุติธรรมก็ไม่ชอบด้วยหลักการที่ควรจะเป็น กลายเป็นว่าอำนาจที่เกี่ยวพันกับนักการเมือง ทั้งเรื่องคดีอาญานักการเมืองและคดีเลือกตั้ง ไปอยู่ที่ศาลยุติธรรมหมด"

ศาลยังเข้าไปมีอำนาจในการสรรหา ส.ว.และองค์กรอิสระ ตรงนี้สาระสำคัญยังเหมือนร่างของกรรมาธิการ ไม่เปลี่ยนแปลงในหลักการ เพียงเพิ่มรายละเอียดเข้ามา

"คณะกรรมการสรรหา 7 คน สรรหาตามบัญชีที่ กกต.ทำมา โดยให้ 4 ภาค คือ ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ เป็นคนเสนอชื่อไป และก็ให้กรรมการสรรหา 7 คนเป็นคนเลือก มีประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกาเลือกกันเอง ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเลือกกันเอง ประธาน กกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธาน ป.ป.ช. ประธาน คตง. 7 คนนี้ อย่างที่พูดกันว่ามันก็สรรหากันไปกันมา ประธานองค์กรพวกนี้ก็จะมาจากการสรรหาของคนอีกกลุ่มหนึ่งไปผ่านความเห็นชอบของ ส.ว. ซึ่งก็เป็นคนที่ตัวเองสรรหามานั่นแหละ ผมถามว่า 7 คนนี้คุณจะเลือกใครบ้าง ก็ต้องดูหน้า 7 คนนี้ พอเห็นหน้า 7 คนนี้ก็พอจะเห็นหน้า ส.ว. ถ้าคาดหมายกว้างๆ เบื้องต้น ส.ว.ก็อาจจะมาจากข้าราชการระดับสูง ซึ่งอาจจะมีความเชื่อมโยงกัน เพราะคนที่เป็นประธานองค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจากข้าราชการอยู่แล้ว"

องค์กรอิสระส่วนใหญ่เหมือนร่างกรรมาธิการ มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ยิ่งเพิ่มบทบาทศาลมากขึ้น จาก 5 คนเป็น 7 คน เพิ่มบุคคลที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากับศาลปกครองสูงสุดเลือกเข้ามาอีก 2 คน

"เช่น กกต.มี 5 คน มาจากการสรรหา 3 คน มาจากศาลฎีกาเลือก 2 คน แปลว่าเห็นพลังหรืออำนาจของศาลฎีกาที่มีบทบาทตรงนี้ บางคนอาจจะบอกว่าก็รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นแบบนี้ ศาลฎีกาก็เลือกมา 2 คนเหมือนกัน แต่เราต้องดูว่านั่นคือจุดที่มันมากที่สุดแล้ว คราวนี้ศาลฎีกาส่งมาได้ 2 คน อีก 3 คนมาจากการสรรหา ซึ่งประธานศาลฎีกาก็มานั่งสรรหาอีก ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน บุคคลที่ศาลฎีกาเลือก แต่ต้องไม่ใช่ผู้พิพากษา และคนที่ศาลปกครองเลือก เป็น 7 คน"

"ในเชิงบัญญัติก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นองค์กรตุลาการสูงมาก ดูลำดับการวาง ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน จริงๆ ถ้าดูในแง่ประชาธิปไตยประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องมาก่อน จะดีจะชั่วเขาเป็นผู้แทนของประชาชน ในเชิงความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยเขาสูงกว่า คุณต้องยอมรับในจุดนี้"

"7 คนนี้เลือก กกต. เลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน เลือก คตง. แต่พอถึงตอนเลือก ป.ป.ช. เหลือ 5 คน เขาไม่เอาบุคคลที่ศาลปกครองกับศาลฎีกาเลือกมาเป็นกรรมการสรรหา ผมก็ไม่เข้าใจว่ามีเหตุผลอะไร"

"ศาลรัฐธรรมนูญลดลงจาก 15 คนเหลือ 9 คน เรื่องจำนวนผมเห็นด้วย แต่มีที่มาจาก 2 ทางคือศาลส่งมากับสรรหาส่วนหนึ่ง กรณีที่ส่งมาเขาให้ศาลฎีกาส่งมาเลย 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ส่วนอีก 4 คนมาจากการสรรหา แบ่งเป็นสายนิติศาสตร์ 2 คน สายอื่น 2 คน โดยให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน และประธานองค์กรอิสระที่ต้องมาเลือกกันเองให้เหลือ 1 คน เป็นกรรมการสรรหา"

"ถามว่าศาลส่งมาแล้ว แต่พอถึงคราวสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสายนิติศาสตร์และสายอื่น ประธานศาลฎีกาประธานศาลปกครองก็มานั่งเป็นประธานกรรมการสรรหาด้วยหรือ"

การสรรหาองค์กรอิสระทั้งหมดยังเป็นไปตามร่างกรรมาธิการ แก้ไขจากปี 40 ที่ส่งชื่อ 2 เท่าแล้วให้วุฒิสภาเลือก แต่ครั้งนี้ให้ส่งมาเท่าจำนวนและให้อำนาจกรรมการสรรหาสูงกว่า

"เขาให้กรรมการสรรหาส่งชื่อมาที่วุฒิสภา อย่างเช่น กกต. ถ้าเป็นของเดิมกรรมการสรรหาต้องส่งชื่อมา 6 คน ให้วุฒิฯ เลือกเหลือ 3 คน ของใหม่สรรหาตามจำนวนคือขาด 3 ตำแหน่งก็ส่งชื่อมาให้วุฒิฯ 3 คน ถ้าวุฒิฯ เห็นชอบประธานวุฒิสภาก็นำชื่อทูลเกล้าฯ ถ้าวุฒิฯ ไม่เห็นชอบ ก็ต้องส่งคืนเพื่อสรรหาใหม่ แต่ถ้ากรรมการสรรหายืนยันตามมติเดิมด้วยคะแนนเอกฉันท์ ส่งมาที่วุฒิฯ อีกครั้งหนึ่ง วุฒิฯ ไม่มีสิทธิทำอย่างอื่นประธานต้องนำชื่อทูลเกล้าฯ กรรมการสรรหาไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองเลย ก็วุฒิฯ บอกว่าเขาไม่เอา คุณก็ยืนยันมติอีก คุณไปบังคับประธานวุฒิฯ ให้ทูลเกล้าฯ ได้ไง"

ประเด็นกรรมการสรรหานี้ ศาลฎีกามีความเห็นแย้งว่าไม่ควรเอาประธานศาลฎีกาเข้าไปเกี่ยวไม่ใช่หรือ

"ใช่ไง แต่ก็ยังเอาอย่างเดิมอีก ที่หนักไปกว่านั้นคือสมมติว่ากรรมการสรรหาเลือก กกต. 3 คนส่งไปที่วุฒิฯ เขาบอกว่าถ้าวุฒิฯ ไม่เห็นชอบด้วยรายชื่อใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส่งรายชื่อนั้นกลับไปที่คณะกรรมการสรรหา หมายความว่าส่งชื่อไปที่วุฒิฯ วุฒิฯ บอกเห็นด้วยกับ 2 คน แต่อีกคนไม่เอา ก็ต้องส่งกลับหมด แล้วถ้ากรรมการสรรหายืนยันด้วยมติเอกฉันท์ก็เอาหมด หรือไม่ยืนยันก็ตกหมด 2 คนที่วุฒิฯ เห็นชอบก็ตกไปด้วย กลายเป็นว่าอำนาจหลักจริงๆ อยู่ที่กรรมการสรรหาและก็ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองด้วย"

เรื่องของศาลยุติธรรมยังมีอีกประเด็นที่เพิ่มเข้ามา โดยไม่มีในร่างแรกของกรรมาธิการ คือกำหนดให้ผู้พิพากษาเกษียณเมื่ออายุ 70 โดยมีบทเฉพาะกาลรองรับ

"ตอนเป็นร่างรับฟังความคิดเห็นอันนี้ไม่มีนะ บทเฉพาะกาลมาตรา 306 วรรค 2 ภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศรัฐธรรมนูญให้ตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมดำรงตำแหน่งได้ถึงอายุครบ 70 ปี"

ปัจจุบันผู้พิพากษาเกษียณจากตำแหน่งเมื่ออายุ 60 ไม่ว่าจะเป็นประธานศาลฎีกา ประธานศาลต่างๆ หรืออธิบดีศาล ต้องพ้นตำแหน่ง แต่ยังเป็นผู้พิพากษาอาวุโสได้ถึง 70 แต่รัฐธรรมนูญนี้แก้ไขว่า ให้ดำรงตำแหน่งไปถึงอายุ 70 แล้วก็จะไม่มีผู้พิพากษาอาวุโสอีก โดยมีบทเฉพาะกาล ในปีแรกให้พ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ 61 ปี ต่อไปเป็น 62, 63 ไปเรื่อยๆ จนมีผลสมบูรณ์ใน 10 ปี ถึงตอนนั้นประธานศาลฎีกาจะเกษียณเมื่ออายุ 70

"ความจริงกฎหมายพวกนี้ควรจะเป็นกฎหมายที่สภาออก อันนี้ต้องถามผู้พิพากษาว่าเขาคิดอย่างไร แต่มันเติมเข้ามาโดยไม่มีในร่างรับฟังความคิดเห็น เลยสะดุดใจ เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนด มันเป็นเรื่องนโยบายทางกฎหมายที่ต้องปล่อยให้สภาตัดสินใจ"

อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คืออัยการเป็นองค์กรอิสระ ที่จริงมีมาตั้งแต่ร่างของกรรมาธิการ แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ไม่มีใครถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกต้องหรือไม่

"อัยการแยกออกมาเป็นองค์กรอิสระ ภายใน 1 ปีต้องตรากฎหมายปรับโครงสร้าง มีหน่วยธุรการอิสระ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของ ครม. ผมก็งงนะ ผมเข้าใจว่าเขาไปปนกันระหว่างความเป็นอิสระของอัยการกับอิสระในเชิงองค์กร เขาเข้าใจว่าถ้าจะให้พนักงานอัยการอิสระตัวองค์กรต้องมีอิสระ"

ต่างประเทศมีไหม วรเจตน์บอกว่ายังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน (หัวเราะแล้วบอกว่าอาจจะเป็นการสร้างสรรค์แบบไทยๆ)

"ยังเป็นราชการอยู่แต่กลายเป็นราชการซึ่งไม่อยู่ในการกำกับดูแลของคณะรัฐมนตรี และไปยกระดับให้เขาเป็นองค์กรอื่นในรัฐธรรมนูญ แต่อัยการโดยธรรมชาติเขาไม่มีการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรงเลย มันมีแค่บางเรื่อง เช่นเรื่องยุบพรรคการเมืองเรื่องยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง"

"อำนาจอัยการคืออำนาจในทางบริหารซึ่งมีสภาพกึ่งตุลาการอยู่ในตัวของมัน เพราะเขามีอำนาจสั่งไม่ฟ้องด้วย ซึ่งก็เป็นการวินิจฉัยอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่การบริหารแบบเพียวๆ เหมือนอำนาจทางบริหารอำนาจทางปกครองทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าการทำหน้าที่ของเขาจะทำให้เขาต้องเป็นองค์กรอิสระ ถามว่าขัดกับนิติรัฐไหมที่อัยการไม่แยกออกจากคณะรัฐมนตรี ไม่ขัดเพราะอัยการไม่ใช่เป็นคนพิพากษาลงโทษ เขาแค่ฟ้อง อิสระต้องศาล ศาลจะต้องไม่อยู่ในอาณัติของฝ่ายบริหาร โอเค นี่เรากลัวว่าอัยการอยู่ภายใต้รัฐบาลจะอยู่ภายใต้นักการเมืองอาจจะให้คุณให้โทษกับนักการเมือง ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปจัดระบบการประกันอิสระในการสั่งคดีภายในของเขา เพราะถ้าใช้ logic แบบนี้ได้ตำรวจก็ต้องออกมา เพราะถ้าตำรวจไม่เริ่มตั้งแต่ต้น ทำสำนวนอ่อนๆ ส่งมา ตำรวจยิ่งอยู่กับการเมืองมากกว่าอีก ต้องออกมาอิสระด้วยสิครับ หรือหน่วยงานอื่นๆ ก็ต้องออกมากันหมด"

รับไปก่อนก็พันหลัก

ถามว่าความคิดที่รับไปก่อน แล้วไปแก้หลังเลือกตั้ง จะแก้อะไรได้ไหม

"แก้ไม่ได้หรอก พอรัฐธรรมนูญนี้ประกาศกลไกก็จะเริ่มเดิน เราต้องไม่ลืมว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กรต้องอยู่ต่อไป อย่าง กกต. ป.ป.ช. มีบางองค์กรที่ต้องสรรหาโดยเร็ว เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งตอนนี้อยู่ที่คุณหญิงจารุวรรณคนเดียวเลยนะ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หลังจากนี้มันก็ต้องเดินกระบวนการนี้ใหม่ และก็จะมีองค์ใหม่ๆ ตามมาเป็นลำดับ พอเกิดขึ้นแล้วจะไปตามแก้มันยาก"

"รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการต่อรองในทางประโยชน์โดยรอบด้าน มันหนักไปในทางข้าราชการระดับสูง ที่มีแบ็กกราวด์ความเป็นข้าราชการเข้ามาอยู่ตรงนี้ มันก็เลยออกมาแบบนี้ แต่เราลืมนึกไปว่ารัฐธรรมนูญมันต้องใช้ไปนาน และมันมีคนได้กับคนเสียกับรัฐธรรมนูญ ถ้ากระบวนการ กลไกในการต่อรองไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ น้ำหนักมันก็เอียง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นการกลับมาของบุคคลซึ่งเป็นอำมาตยาธิปไตย"

"ถ้าดูจากโทน ดูจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องดูด้วยว่ามันออกมาในบริบทของกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง ร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ จะมีออกมาอีก เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่ารัฐของไทยในข้างหน้าจะกลายเป็นรัฐซึ่งข้าราชการระดับสูง dominate ความเป็นไป อาจจะเป็นรัฐซึ่งการกำกับทิศทางโดยทหารและตุลาการ โดยฐานของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่ให้อำนาจ ผอ.รมน.จะเห็นภาพว่าประเทศต้องถูกบังคับไปในทิศทางที่กลุ่มคนกุมตรงนี้เป็นคนบังคับทิศทาง ซึ่งหลักก็คือทหารกับตุลาการ"

บางคนคิดว่าให้มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลจากเลือกตั้งแล้วจะพ้นจากสภาวะนี้

"ไม่พ้นครับ ตอนนี้ฝ่ายการเมือง เอาละเราก็เข้าใจในวิสัยของนักการเมือง ถ้าคุณไม่มีการเลือกตั้งคุณไม่ทำอะไร คุณไม่มีโอกาสเข้าไปแตะกับอำนาจ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายการเมืองจะบอกว่าเลือกตั้งเร็ว เพราะนั่นคือหนทางที่จะหวนกลับสู่อำนาจในทางการเมือง"

สมมติพรรคฝ่ายค้านเดิม เขาคิดว่าหลังเลือกตั้งจะต่อรองลดอำนาจเหล่านี้ได้

"หลายคนคิดอย่างนั้น แต่ผมคิดว่ายาก โดยกลไกที่ทำกันอยู่ แต่มันจะต้องดูกฎหมายอื่นที่จะออกตามมาอีก 3-4 ฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน"

"นี่เป็นปฏิกิริยาโดยตรงกับรัฐบาลคุณทักษิณในอดีตที่เข้มแข็งมากและก็ใช้อำนาจมาก ซึ่งถ้าเรามองในทางการเมืองนี่ก็คือการโต้กลับของพรรคข้าราชการ ทหาร ที่มีตุลาการร่วมด้วย ชัดเจน แต่ว่ามันเป็นการสู้กันของกลุ่มคนที่ไม่น่าจะเกิน 2,000 คน ซึ่งจะกำหนดประเทศนี้ทั้งประเทศข้างหน้า ซึ่งผมรับไม่ค่อยได้ ชะตากรรมของประเทศก็เลยเป็นแบบนี้ เอาละหลายคนเขาก็อาจจะหวังดี หวังให้ประเทศไปในทิศทางที่ดี แต่ผมบอกได้เลยว่าโลกมันเปลี่ยน คุณอาจจะมีแผน 4 ขั้นอะไรของคุณ ที่คุณจะวางเอาไว้ก็ตาม แต่ว่าดูจากตรงนี้และหวังให้เป็นอย่างนั้นยืดยาวไป ผมคิดว่ามันจะไม่ ผมกลัวว่าจะเป็นการเพิ่มเหตุปัจจัยอีกอันหนึ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อสังคมไทยข้างหน้า มันเป็นเหมือนเรากำลังสุมลงไปทีละหน่อย คือที่สุดแล้วคนมันมีสำนึกทางการเมือง ตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น มันอย่างนี้ไม่ได้ ถามว่าคุณเป็นใครคุณมาเลือก ส.ว. อาจจะมีคนถามว่าคณะกรรมการสรรหาทำไมไม่เป็นนายกฯ สมาคมนักหนังสือพิมพ์ ทำไมไมเป็นนายกสมาคมชาวไร่อ้อย หรือนายกสมาคมแท็กซี่ ทำไมต้องเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา คนเขาก็มีสิทธิคิด คำถามพวกนี้มันถูกตอบอยู่ในอารัมภบทครับ-เหนือสิ่งอื่นใดคือเน้นย้ำคุณค่าและความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล อันเป็นหลักจรรโลงชาติ และเชื่อกันว่าคนกลุ่มนี้ต่างหาก คนที่กำลังทำอยู่นี่คือคนที่เน้นคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาล ก็เลยมีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางความเป็นไปของชาติบ้านเมืองแห่งนี้"

ซึ่งมันจะเป็นไปไม่ได้

"ผมว่ามันก็จะค่อยๆ สุมไป ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งผมก็ยอมรับนะว่าโอกาสผ่านสูงทีเดียวด้วยกลไกต่างๆ หลายอย่าง ถึงแม้ผมจะรู้แต่ผมก็จะพูดเอาไว้ ให้เป็นหลักฐานในวันข้างหน้า"

ตอนนี้เหมือนหลายฝ่ายมีพันธกิจต้องอุ้ม คมช.ไปก่อน หลังเลือกตั้งก็จะแตกกระจาย

"มันจะต้องเข้าหาอำนาจกันใหม่ เป็นธรรมชาติ แต่ตอนนี้เขายังแตกไม่ได้เพราะว่ามันไม่เข้าที่เข้าทาง คมช.ยังอยู่และยังไม่รู้จะลงจากอำนาจอย่างไร ต้องประคองให้ลงจากอำนาจก่อน แต่ตอนนี้เวลาพูดอะไรก็เริ่มแปร่งแล้วในหมู่คนซึ่งครั้งหนึ่งเคยผนึกกัน หลายคนเขาก็ก้ำๆ กึ่งๆ อยู่ บางคนบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ดีหรอกแต่ก็รับไปก่อน"

..........................
ประเด็นร้อน 309

ในบทเฉพาะกาลยังมีมาตรา 308 ก่อนถึง 309

"ซึ่งก็ไม่เบาเลยนะ เขาเขียนไว้อย่างนี้-ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันที่ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดำเนินการที่เป็นอิสระภายใน 90 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ผมอยากจะบอกว่าเป็นบทบัญญัติที่น่าเกลียด คือตอนที่เป็นร่างรับฟังความคิดเห็นไม่ได้เขียนตรงนี้หรอกว่าให้คณะรัฐมนตรีชุดไหนเป็นคนแต่งตั้ง แต่นี่ให้ ครม.ที่อยู่ในวันที่ประกาศรัฐธรรมนูญนี้ ก็ ครม.ชุดนี้แหละครับ มีสิทธิแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ถามว่าทำไมคุณไม่รอ ครม.ที่มาจากการเลือกตั้งล่ะ มันจำเป็นมากเลยเหรอที่คุณจะต้องตั้งคนเอาไว้เพื่อจัดทำกฎหมาย ขนาดนั้นเลยเหรอ และผมจะดูว่าจะมีใครบ้างไปเป็น แต่ว่าถ้าเกิดคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเป็น ผมก็คิดว่าที่เขียนเอาไว้ในนี้ ที่เน้นย้ำคุณค่าและความสำคัญของคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาล คุณต้องถามตัวคุณเองก่อนละมั้ง"

ก็ขัดกับที่ห้ามลงสมัคร ส.ส. ส.ว.ใน 2 ปี

"นั่นกระจอกจะตาย ห้ามกรรมาธิการยกร่างไม่ให้สมัคร ส.ส. ส.ว. ทำไมไม่ห้ามเป็นองค์กรอิสระด้วยล่ะ"

มาตรา 309 เป็นมาตราที่ยกมาหมดไม่มีแก้ไขดัดแปลงแม้แต่น้อย

"309 ต้องอ่านประกอบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 เขาเขียน 309 ล้อกับ 2549 คือ 2549 นิรโทษกรรมให้กับการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการทำรัฐประหาร 19 กันยา. ไม่ว่าก่อนหรือหลัง 30 ต.ค. วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้ก็เขียนต่อไปอีกว่าการกระทำซึ่งถูกรับรองว่าชอบตามนั้นมันก็ชอบต่อไปตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าก่อนหรือหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้"

"ประเด็นของผมก็คือเอาละ 19-30 กันยา. มันเป็นช่วง คปค.ยึดอำนาจและตอนนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญ เมื่อเขามีรัฐธรรมนูญก็นิรโทษกรรม พอเข้าใจได้ว่าเขาต้องทำ ถ้าไม่ทำก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้อง แต่ผมว่าถ้าทำตรงนั้นก็พอเท่านั้น จบ"

"คราวนี้เมื่อคุณกลายมาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญคือ คมช. เมื่อมี คตส. คุณต้องทำอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่การนิรโทษกรรมตาม 309 มันไปหมดเลยถ้าตีความตามตัวอักษร เพราะที่รับรองว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ 2549 ก็มาถูกรับรองซ้ำอีกครั้งในรัฐธรรมนูญมาตรา 309 นั่นหมายความว่าถ้า คตส.ทำอะไรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถูกฟ้อง เขาก็หยิบมาตรา 309 มาอ้างว่าคุณอย่ามาตรวจสอบผมนะ เพราะระบุไว้ว่าการกระทำทั้งก่อนและหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นมาตรา 309 โดยตัวของมันเองจึงทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญลงไปพร้อมกันรัฐธรรมนูญที่ทำกันขึ้น ซึ่งทั้ง คมช. คตส. หากทำอะไรโดยมิชอบด้วยกฎหมายคุณก็ควรรับผิดชอบ แต่มาตรา 309 มันปิดทางการตรวจสอบอันนี้"

ถ้าไม่มีมาตรา 309 คตส.ทำงานต่อได้ไหม วรเจตน์บอกว่าอาจจะมีปัญหา แต่ถ้าต้องการให้ทำงานต่อ ก็ต้องเขียนบทเฉพาะกาลมาตราอื่นมารองรับ คตส.

"ผมเคยบอกว่าถ้าคุณต้องการรับรองเรื่อง คตส. คุณก็เขียนมาตราหนึ่งขึ้นมาสิครับ มารองรับตัวองค์กรแต่ไม่ใช่ไปรองรับการกระทำ คือคุณเขียน 309 มันครอบจักรวาล การใดๆ ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ 2549 ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว มันตีความกว้างเป็นทะเลเลย"

วรเจตน์บอกว่า มาตรา 309 เขียนเพื่อโอนประกาศ คปค.ที่ตั้ง คตส.ขึ้น เข้ามาอยู่ในร่มเงาของรัฐธรรมนูญ 2550 เจตนารมณ์นี้ชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลทั้งฉบับ ไม่มีตรงไหนเขียนถึง คตส.เลย ทำเหมือนกับจะปล่อยให้ คตส.หายไปเฉยๆ แต่ไม่ใช่

ถามว่าทำไมต้องค้าน ก็เพราะมาตรา 309 เขียนคลุมให้ตีความได้ว่า แม้ คตส.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็ไม่มีความผิด

"อาจจะมีคนบอกว่าไม่คุ้มครองนะ เขาคุ้มครองแค่ตัวประกาศตั้ง คตส. แต่ถ้ากระทำไปโดยฝ่าฝืนกฎหมายอาญา คตส.ต้องรับผิด แต่ถึงเวลานั้นก็อาจจะมีคนบอกว่าก็รัฐธรรมนูญบอกว่าชอบ"

ขณะเดียวกัน 309 ก็คุ้มครอง คมช. "คมช.อาจใช้อำนาจบางอย่างหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ ซึ่ง คมช.อาจจะใช้อำนาจบางอย่างที่มิชอบรัฐธรรมนูญนี้ แต่รัฐธรรมนูญ 2549 ให้อำนาจไว้ และ 309 รับรองไว้ ก็เหมือนคุณให้เช็คเปล่า ทำไปสิ คุณมีเกราะป้องกัน มันเขียนครอบจักรวาลแบบนี้ มันก็กลายเป็นว่าหลังประกาศในรัฐธรรมนูญนี้ คมช.ทำอะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็จะพ้นไปโดย 309"

วรเจตน์บอกว่าร่างเดิมเขียนไว้เฉพาะมาตรา 309 ไม่เขียนว่าให้ คมช.หมดอายุเมื่อไหร่ ร่างนี้ต้องมาเติมในบทเฉพาะกาลมาตรา 298 วรรค 2 ให้พ้นไปพร้อมคณะรัฐมนตรี ซึ่งถ้าไม่เขียน 298 มาตรา 309 ก็จะรับรองให้ คมช.อยู่ในตลอดกาล

วรเจตน์ย้ำว่ามาตรานี้ ไม่ใช่นิรโทษกรรมการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่นิรโทษกรรมการใช้อำนาจของ คมช.และ คตส.ที่อาจปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มี 309 แล้ว คตส.จะต้องยุบไป ส.ส.ร.สามารถเขียนในมาตราอื่นได้ แต่ถ้าเขียนอย่างนั้นก็จะไม่นิรโทษกรรม คตส.ในกรณีที่อาจถูกฟ้องว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ซึ่งส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวอะไร

เขายืนยันว่าผลของการรัฐประหารจบไปแล้วในทางกฎหมาย "จริงๆ มันจบแล้ว เรื่องนี้คุณประสงค์ สุ่นศิริ เป็นคนยกขึ้นมาว่ากลัวจะมีพวกศรีธนญชัยมาตีความว่ารัฐธรรมนูญ 2549 ที่นิรโทษกรรมถูกยกเลิกไปแล้ว จะไปเอาผิดได้ แต่ความจริงมันนิรโทษกรรมไปแล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าเรารับว่ารัฐธรรมนูญ 2549 ว่ามีผลทางกฎหมายไหม"

มีข้อยกเว้นประการเดียวเท่านั้นคือ ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น คนลุกฮือขึ้นมาโค่นล้ม หรือมีการปฏิวัติรัฐประหารซ้อน บอกว่าไม่ยอมรับตั้งแต่ 19 กันยา.เป็นต้นมา ทุกอย่างโมฆะหมด ถ้าอย่างนั้นจะเขียนอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือจากกฎหมายแล้ว

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า 309 จะเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้กัน

"มันจะเป็นประเด็นนำ ในแง่ของประชามติ เพราะเท่าที่ผมพบในหลายเวทีมีการพูดถึงเรื่องนี้มาก แม้แต่คนที่เห็นด้วยเขาก็พูดว่ามันเป็นการับรองไว้มากเกินไป รับรองสิ่งที่ยังไม่เกิดและไม่รู้ว่าผิดหรือไม่ผิด ว่าให้มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

....................................
ถ้าไม่รับ

วรเจตน์บอกว่าถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญ สมมติว่าประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องแก้ปัญหา

"ต้องยอมรับว่ามันไม่สามารถทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิมย้อนไปก่อน 19 กันยา.ได้ ไม่ใช่ว่ากลับไปให้คุณทักษิณรักษาการนายกฯ (หัวเราะ) ปัญหาคือต้องมาคิดในทางกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้จะปรากฏในแถลงการณ์ที่เราจะทำออกไป"

เอาตัวอย่าง คตส.จะทำอย่างไร สมมติใช้รัฐธรรมนูญ 40 ต้องเขียนบทเฉพาะกาลให้อยู่ต่อไป

"ที่ผมคิดคือยุบแล้วส่งให้ ป.ป.ช แล้ว ป.ป.ช.ชุดนี้ก็อยู่ไปช่วงหนึ่ง ปีหรือปีครึ่ง ช่วงนี้ก็ทำกระบวนการปฏิรูปใหม่ บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังทุกคน โดยไม่ถูกกำกับการแสดงโดยใคร ก็พอที่จะสมานฉันท์ได้"

แล้วต้องเขียนให้ คมช.อยู่ไหม

"ถ้าจะอยู่ก็แค่เลือกตั้ง ความจริงมันไม่มีความจำเป็น พ้นไปได้เลย ให้รัฐบาลอยู่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันทีที่ประชาชนโหวตไม่รับประชามติ เดี๋ยวปัญหาที่อะไรต้องอยู่อะไรต้องไม่อยู่ นักกฎหมายจะช่วยแก้ปัญหาให้ไม่ยากหรอก หลัง 19 สิงหา.ถ้าไม่รับ ผมว่าไม่เกิน 7 วันเอารัฐธรรมนูญ 2540 มาประกาศได้เลยจากนั้นกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันทีภายใน 60 วัน"

บอกว่าไม่ใช่ไม่เอารัฐธรรมนูญแล้วต้องโค่น เพราะต้องคิดหาทางลงด้วย

"เราพยายามจะบอกว่าถ้าไม่รับก็ไม่ใช่ว่าเลือกตั้งไม่ได้ มันมีทางออกของมัน เพียงแต่จะทำกันไหม ถ้าเลือกตั้งก็ต้องเลือกทั้ง ส.ส. ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ให้เป็นรัฐสภา และพวกนี้ก็จะต้องไปทำกลไกยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นอีกทีหนึ่ง รัฐบาลก็จะมาจากการเลือกตั้งแล้ว ความชอบธรรมจะมีมากกว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มันก็จะถูกยกระดับในภาวะปกติ บรรยากาศมันจะอีกแบบหนึ่ง มาว่ากันใหม่"

"ก็เหลือ 111 คนว่าเอาอย่างไร จะลงได้ไหม เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยังมีอยู่หรือจะนิรโทษกรรม พรรคการเมืองก็หาเสียงพร้อมกับนโยบายในการทำรัฐธรรมนูญไปด้วยพร้อมกัน ว่าคิดอย่างไร ว่าไปเลย"

ตรงนี้เขาบอกว่าแม้ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องถือว่ายังใช้บังคับอยู่ ฉะนั้นกรรมการบริหารไทยรักไทย 11 คนก็ลงเลือกตั้งไม่ได้ 5 ปี

"แล้วจะกลัวอะไรอีกล่ะ หรือกลัวคะแนนนิยมประชาชน ถ้าอย่างนั้นก็เลิกพูด ไม่ต้องเลือกตั้ง ไม่ต้องใช้ประชาธิปไตย เพราะถ้าคนมันยังชอบอยู่ คนอีสานคนเหนือเขายังนิยมอยู่คุณจะทำอย่างไรล่ะ คุณคิดว่าพวกนั้นมันโง่นักฉะนั้นไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้งเหรอ อย่างนั้นก็เขียนในรัฐธรรมนูญด้วยห้ามประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองนี้มีสิทธิเลือกตั้ง มันก็ไม่ได้"

มีข้ออ้างว่าถ้าประชามติคว่ำรัฐธรรมนูญจะวุ่นทันที พวกทักษิณก็จะก่อกวน

"มันไม่วุ่น ถ้า คมช.ชัดเจนว่าเอา 2540 มาใช้แล้วกำหนดวันเลือกตั้งเลย บางคนอาจจะเคลื่อนไหวว่า คตส.ยังมีอยู่ แต่อย่างน้อยโทนมันอ่อนลงเยอะ เราพยายามดึงให้อำนาจตรงนี้กลับมาอยู่ในมือประชาชน ส่วนประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร เขาจะเอาใคร ต้องเคารพเขา"

"ผมหวังที่จะเสนอทางออกอีกแบบให้พิจารณา ในแง่มุมนี้การไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 มันตอบคำถามหลายอย่าง คุณได้คำตอบในทางคุณค่าด้วย ว่าคุณไม่รับที่มาของรัฐธรรมนูญ คุณไม่รับกระบวนการร่าง คุณไม่รับเนื้อหา คุณไม่รับ คมช. นี่เป็นวิธีที่เลือกตั้งเร็ว มันไม่มีวิธีอื่น มันไม่มีทางไหนที่จะเพอร์เฟกไร้ตำหนิหรอกในการเมือง ก็ยื่นให้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 กับกฎเกณฑ์ที่ผมได้วิเคราะห์ไปแบบนี้ กับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่สุดได้เลือกตั้งเหมือนกัน แต่เลือกตั้ง 2540 เพื่อไปปรับอะไรใหม่ อำนาจกลับมาอยู่ในมือประชาชน การมีส่วนร่วมยังเดินต่อ ยังไม่ได้เกิดคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขึ้น ยังไม่ได้เกิดการสรรหาอะไรต่างๆ ขึ้นมา คุณก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเอาอะไร"

คนไม่ได้เลือกที่เนื้อหา แต่ก็กลัวว่าไม่รับแล้วจะเข้าทางทักษิณ ซึ่งจะปั่นป่วนเพื่อล้ม คตส.

"เราไม่ได้เลิกคดีนี่ ที่ฟ้องศาลอยู่ศาลก็ดำเนินการไปสิ จะมาป่วนอะไร ถ้าคิดอย่างนั้นก็รับรัฐธรรมนูญ 2550 ไป แล้วคุณก็ไปเจอข้างหน้า ถ้ารับได้คุณก็ไปชนกันข้างหน้า ผมเชื่อว่ามันก็จะไปชนกันข้างหน้าต่อ"

"แต่ถ้าไม่รับแล้วใช้ 2540 ผมคิดว่ามันคลายลงระดับหนึ่ง คนส่วนหนึ่งเขาอาจจะพอรับได้ในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนมันก็ไม่สมใจคนที่เอาให้เ*****้ยนเตียนราบคาบ"

"ผมกำลังจะบอกว่าต้องหาทางคลายปมปัญหาตรงนี้ลงไป ผมไม่อยากให้รับๆ ไปก่อนแล้วไปแก้ มันไม่ใช่ ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ต้องไม่รับ และหาทางให้อำนาจกลับมาอยู่ในมือของประชาชน แต่ถ้าอย่างที่มีการพูดกันว่าประชาชนส่วนใหญ่โง่ คนพูดอย่างนั้นไม่มีสิทธิเอารัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนไปลงมติ บอกประชาชนไม่รู้เรื่องอะไร เลือกคนยังไม่รู้เรื่องแล้วรัฐธรรมนูญจะไปรู้เรื่องเหรอ คุณก็ผิดแล้วที่เอาให้เขาลงประชามติ"

ยอมรับว่าการไม่รับรัฐธรรมนูญสำหรับเขาก็คือวัดใจ คมช.

"ประเด็นพวกนั้นสำหรับผมเป็นอันดับสอง อันดับหนึ่งสำหรับผม ผมต้องการให้ คมช.รับผิดชอบเกี่ยวกับวันที่ 19 กันยา. ลูกผู้ชายนี่ ผมวัดใจคุณ ถ้าคุณเจตนาดีคุณรับผิดชอบ การไม่รับของผมมีความหมายอยู่ตรงนี้ด้วยนะ"

คือถ้ากล้าเอา 2540 มาใช้ก็โอเค

"ก็โอเค ถ้าเอา 2521 หรือเอาที่แย่ไปกว่านั้นมา ก็บนถนนละครับ วัดใจทั้ง คมช.และวัดใจประชาชน ถ้า 2540 แล้วเขาจะใส่บทเฉพาะกาล 309 มันก็ดี เขาเป็นคนใส่เอง เขาจะอ้างไม่ได้ว่า ส.ส.ร.มาใส่ให้เขา อย่างน้อยเขาก็รับผิดชอบโดยตรง นี่เขาอ้างได้ว่า ส.ส.ร.ใส่ให้นะ แต่ถ้าเขาใส่เอง ประชาชนก็จะวัดใจ อย่างนี้แฟร์ มันมีอะไรไม่แฟร์เยอะแล้ว ผมก็ต้องการเห็นอะไรแฟร์ๆ สักอันหนึ่ง เขาอาจจะเอา 2540 มาแล้วบอกปรับใหญ่เลย แล้วปรับเป็น 2550 ก็วัดใจเขาอีก ประชาชนบอกไม่เอาแล้วคุณยังจะกล้าอีกเหรอ"

..........................
สู้เนื้อหาอย่าเล่นเกม

"ประชามติมันเป็นเกมที่ถูกวางเอาไว้โดยคนร่างรัฐธรรมนูญ 2549 เหมือนทีมฟุตบอลสองทีมแข่งกัน อีกทีมมีกลไก ไลน์แมน กรรมการ เสียงสนับสนุนเยอะ อีกทีมอาจจะมีเหมือนกัน แต่การต่อสู้ในสนามเสียเปรียบ คนที่สู้ให้ไม่รับเสียเปรียบในเกม การอธิบายให้คนเข้าใจก็ยาก"

"สอง คุณต้องบอกว่าไม่รับแล้วไม่ใช่ว่าเลือกตั้งช้านะ ไม่ต้องพูดถึงเหตุแวดล้อมอื่นๆ อีก"

"สาม กลไกรัฐธรรมนูญ 2549 ถ้ารับมันฉลุยไปเลย ไม่รับไม่รู้ว่า คมช.เอาฉบับไหนมาใช้ ฝ่ายไม่รับก็เป็นรอง"

"มีคนบอกว่าทำไมไม่บอยคอตต์ไปเลย ล้มไปเลยไม่ต้องรับ ผมก็บอกจะสู้ในจุดที่เสียเปรียบนี่แหละ ยอม ก็ลองดู ในทางหลักการก็บันทึกเอาไว้ในเชิงประวัติศาสตร์ว่ามันเคยมีแบบนี้ ในต่างประเทศนี่เขาเถียงกันได้ เห็นไม่ตรงกัน แต่ตอนนี้บรรยากาศคือคนที่ไม่รับถูกบอกว่ารับเงินบ้าง คนไม่ดีบ้าง มันถูกทาสี เมื่อถูกทาสีแบบนี้แล้วคุณค่าของการทำประชามติไม่มีเลย"

"คุณเสียเงินเป็นพันๆ ล้านแล้วให้ประชาชนได้มีความรู้ทางการเมืองได้ไหม คุณเลิกป้ายสี ให้โอกาสคนอื่นได้พูด ผมก็ไม่อยากดิสเครดิตใคร นั่นมันไม่ใช่เหตุผลในทางเนื้อหา แต่ทางกลับกันอีกฝ่ายดิสเครดิตคนที่ไม่เห็นด้วย มากันเต็มเลย ไม่รักชาติ สมุนทักษิณ ไม่มีสติปัญญาพอจะคิดได้เลยหรือว่ามีที่เขาคิดอย่างอื่นมันมีโดยบริสุทธิ์ใจมันมี"

วรเจตน์บอกว่าที่เขาต้องโต้ข้อกล่าวอ้างว่ารับแล้วเลือกตั้งเร็ว ก็เพื่อให้พูดกันในเนื้อหา เพราะที่พูดกันทุกวันนี้ไม่มีใครพูดถึงเนื้อหารัฐธรรมนูญ ไม่มีใครถกเถียงเรื่องอำนาจ กกต. อำนาจศาล หรือการแยกอัยการออกมาเป็นอิสระ หรืออะไรก็ตามที่เขาวิจารณ์มาทั้งหมด

"มันเลยไปจากที่จะพูดในเชิงกฎหมายแล้ว มันไม่มีเลย ในข่าวก็ไม่มี"

ส.ส.ร.ก็จะพูดแต่เรื่องสิทธิ

"แน่นอน มันคือขนมหวาน มันเป็นของล่อ มันมีอยู่ 2 อย่าง อันหนึ่งชูของหวานอีกอันของขม ของหวานคือสิทธิ ของขมคือระบอบทักษิณ ถ้าไม่อยากให้ระบอบทักษิณกลับมาก็เลือกนะ ส่วนประเด็นที่เราว่าๆ กัน อย่างเรื่อง กกต.ผมยังไม่เห็นในหนังสือพิมพ์เลย"

"สภาพตอนนี้ ไม่รู้จะเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่าอะไร พร้อมๆ กับปัญหาของคุณทักษิณ มันทำให้การเคลื่อนในหลายเรื่องที่มีบริบทประชาธิปไตยเป็นหลัก มันเบลอไปหมด คนก็ถูกแบ่งเป็นสองข้าง ผมเองเลยกลายเป็นไหลไปตรงนั้นด้วย มีคนบอกว่าให้หยุดพูดเพราะเวลาผมพูดมีคนเอาไปใช้ ผมก็บอกเอ้าเมื่อก่อนอีกด้านก็เอาของผมไปใช้ ผมพูดเรื่องผู้ว่า สตง. ด้านหนึ่งก็เอาคำพูดผมไปใช้ คราวนี้ถ้าผมพูดบนหลักการเดิม อีกด้านจะเอาไปใช้บ้าง แล้วคุณจะห้ามเขาไงล่ะ มันก็ไม่แฟร์"

วรเจตน์บอกว่าทำไมจะไม่รู้ สู้ไปก็แพ้ รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรประชามติก็ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นสำคัญคือ อย่าปรักปรำเรื่องทักษิณ อย่าอ้างแค่เลือกตั้งเร็ว แต่ให้ถกกันในหลักการประชาธิปไตย ในหลักกฎหมาย เผยแพร่ความรู้ให้ประชาชน ทำอย่างนั้นจึงจะคุ้มกับที่เสียเงินเป็นพันล้านทำประชามติ ไม่เช่นนั้นก็เป็นประชามติปลอมที่ไม่ให้อะไรกับประชาชนเลย.

(ล้อมกรอบ)

ตรรกกฎหมาย

ตรงนี้เป็นหลักวิชากฎหมายโดยเฉพาะที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญแม้บางเรื่องเจตนาดีแต่ก็สับสน

"บางเรื่องผมสนับสนุน เช่น อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการตราพระราชกำหนด เขาให้อำนาจตรวจสอบได้มากขึ้น ตรวจสอบความฉุกเฉินเร่งด่วนในการตราพระราชกำหนดด้วย"

"แต่บางเรื่องอาจจะมีประเด็นที่ซ้อนกันไปมา อย่างเรื่องกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ บังคับว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านสภาแล้วให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบก่อน เดิมจะมี ส.ส. ส.ว.เข้าชื่อกันส่ง รัฐธรรมนูญนี้บังคับให้ส่งเลยก่อนนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ อันนี้เลียนแบบฝรั่งเศส ปัญหาคือถ้าภายหลังเอามาใช้แล้วคนบอกมันขัด ถามว่าฟ้องได้ไหม คนก็จะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ กรณีอย่างนี้จะกลายเป็นปัญหา ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราไปเอาทั้งของฝรั่งเศสของเยอรมนีเข้ามา ซึ่งถ้าจะผสมกันคุณต้องทำให้หลักการมันแตก เถียงหลักการให้ยุติแล้วจึงเขียนเป็นตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่เอาแค่รูปแบบมา"

"คือฝรั่งเขาก็มีหลายแบบ แต่ละแบบเขาเถียงจนตกผลึก เราเอาฝรั่งอันโน้นบ้างอันนี้บ้างมาผสมกัน ฝรั่งมาเห็นบอกไม่ใช่ของเขา"

"ศาลรัฐธรรมนูญยังเปิดโอกาสให้ประชาชนฟ้องได้โดยตรง แต่มันอาจจะไปซ้อนกับเรื่องส่งคดีไปศาลรัฐธรรมนูญ เพราะทางเทคนิคทุกวันนี้ประชาชนฟ้องโดยตรงไม่ได้ แต่สามารถฟ้องได้โดยอ้อม โดยฐานคดีของแต่ละศาลไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนฟ้องคดีได้โดยตรงมีในเยอรมนี เหตุผลที่เขายอมเพราะว่ามันไม่มีกลไกอื่น ของเรามันมีกลไกให้ประชาชนโต้แย้งผ่านช่องระบบศาลปกติ พอเราเอา 2 ระบบมาพร้อมๆ กัน ต่อไปข้างหน้ามันจะงง ประเด็นฟ้องซ้ำจะเกิดขึ้นตามมา"

"รวมทั้งระบบการสร้างลำดับชั้นของกฎหมาย ดูเหมือนผู้ร่างรัฐธรรมนูญจงใจให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสูงกว่า พ.ร.บ.ธรรมดา เมื่อเราสร้างลำดับชั้นกฎหมายเพิ่มมาอีกขั้นตอนหนึ่ง เวลากฎหมายขัดกัน คุณต้องบอกว่าใครเป็นคนวินิจฉัยชี้ขาด กลไกที่เติมเข้ามาแต่ไม่วางรางแก้ปัญหาให้ดีจะทำให้มีปัญหาการตีความไม่น้อยกว่า 2540 อาจจะหนักกว่าด้วย"

"ปัญหาเรื่ององค์กรอิสระที่คิดว่าแก้กันแล้ว ให้ศาลปกครองตรวจสอบ มันก็จะมีบางเรื่องที่เถียงกันว่าศาลปกครองตรวจสอบได้ไหม ถือเป็นอำนาจในทางปกครองรือเปล่า หรือเป็นอำนาจในทางรัฐธรรมนูญ นี่คือการที่ไม่แก้ในเชิงระบบ คุณต้องยุบพวกนี้ทิ้งหมดก่อน ถึงจะดีไซน์ใหม่ได้ ไม่ใช่พวกนี้ยังอยู่ มิหนำซ้ำคนในองค์กรพวกนี้ยังไปนั่งร่างรัฐธรรมนูญอีก มันตลก"

"ศาลปกครอง ภาพรวมการดีไซน์จะเขียนชัดกว่า 2540 ให้มีอำนาจตรวจสอบการกระทำที่เป็นอำนาจปกครอง รวมทั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เคยเถียงกันใน 2540 รัฐธรรมนูญก็เขียนว่าให้ฟ้องคดีได้ในศาลปกครอง แต่คนร่างลืมไปว่ายังคงองค์กรอิสระเอาไว้หลายองค์กรและยังเพิ่งเข้ามาอีก แต่ไปบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิตรวจสอบผู้ใช้อำนาจปกครอง แล้วองค์กรอิสระพวกนี้ใช้อำนาจอะไร ถ้าใช้อำนาจทางรัฐธรรมนูญโดยตรงศาลปกครองไม่มีสิทธิตรวจสอบ ถ้าใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ นี่จะเป็นปัญหา คือระเบิดลูกหนึ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ และขึ้นอยู่กับศาลปกครองว่าจะมองอย่างไร ถ้าศาลปกครองกับองค์กรอิสระมองตรงกันก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่ตรงกันเมื่อไหร่มันจะเกิด conflict"

"องค์กรพวกนี้เราต้องยอมรับว่าที่จริงเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจทางปกครอง มันเป็นองค์กรบังคับการตามกฎหมาย แต่เราพยายามเอาองค์กรแบบนี้ไปเป็นองค์กรบังคับตามรัฐธรรมนูญ มีคนถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่คุณต้องทำอย่างนี้ คืออำนาจทุกอันขององค์กรพวกนี้คุณต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ และคุณต้องไม่มีอำนาจอย่างนี้ในตัวพระราชบัญญัติที่ก่อตั้งโดยรัฐสภา ถ้าเราจะบอกให้ กกต.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ทุกสิ่งทุกอย่างของ กกต.จะต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญครับ เวลา กกต.ใช้อำนาจเขาก็อ้างแหล่งอำนาจจากรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่จะต้องเขียนรัฐธรรมนูญยาวมาก อำนาจใดที่รัฐธรรมนูญเขียนเพื่อไปให้สภาออกกฎหมายมาก่อตั้ง อำนาจนั้นก็จะเป็นองค์กรทางการปกครอง เว้นแต่ว่าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องเป็นอำนาจที่สำคัญมากๆ เช่น กรณีที่ กกต.ให้ความเห็นชอบ ครม.รักษาการ ก็เป็นข้อยกเว้น"

"บทบัญญัติอีนุงตุงนัง คือคอนเซ็ปต์เรื่ององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้เป็นหมวดหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าผู้ร่างเข้าใจคอนเซ็ปต์อย่างไร ในหมวด 11 แบ่งเป็น 2 ส่วนคือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญพูดถึง กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. และองค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญคืออัยการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ"

"ปัญหาคืออะไรคือคอนเซ็ปต์เรื่ององค์กรตามรัฐธรรมนูญ คุณเข้าใจองค์กรตามรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร คณะรัฐมนตรีไม่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเหรอ สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญเหรอ การจัดโครงสร้าง การวางหมวด สะท้อนให้เห็นว่าไม่เป็นระบบ แล้วองค์กรที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแท้ๆ ล่ะ"

"จำได้ไหมว่าเคยมีปัญหามาตรา 266 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ผมวิจารณ์ว่าต้องใช้เวลาเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรค่อยขอปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเรื่องคุณหญิงจารุวรรณ ผมก็บอกว่าไม่เข้า 266 คราวนี้เขาเอาไปเขียนแต่เขียนอย่างนี้จะมีปัญหา มาตรา 214 ระบุว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาล ก็เป็นอะไรล่ะ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ช. องค์กรอัยการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษา พวกนี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหมด ก็แปลว่าอัยการต่อไปก็สามารถมีสิทธิจะปะทะกับคณะรัฐมนตรีได้นะ คุณก็ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นะ"

"ความขัดแย้งระหว่างองค์กรต้องเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ใช่อำนาจตามรัฐธรรมนูญแต่เป็นอำนาจปกครองก็ไม่เกี่ยวอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญ ส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ที่เราเคยผิดพลาดมาแล้วคือคดีที่ ป.ป.ช.ขัดแย้งกับ ก.พ. เรื่องวินัยของอดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าผิดวินัยร้ายแรงให้ไล่ออก ก.พ.บอกว่าไม่ร้ายแรงลงโทษภาคทัณฑ์ ป.ป.ช.ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่คดีในทางรัฐธรรมนูญเลย มันเป็นคดีที่ขัดกันเชิงอำนาจของ พ.ร.บ. เกิดจากอำนาจปกครอง"

"ตรงนี้ต้องคิดให้แตก บ้านเราเป็นระบบอาณาจักรอยู่แล้ว ใช้ไปสักพักองค์กรเหล่านี้จะขัดกัน".

   
   

                  
                                    <Next>