A man was walking along
a California beach
and stumbled across an old lamp. He picked it up and
rubbed it and out popped a genie.
The genie said, 'OK. You
released me from the lamp, blah, blah, blah. This is the
fourth time this month and I'm getting a little sick of
these wishes, so you can forget about three. You only get
one wish.'
The man sat and thought
about it for a while and said, 'I've always wanted to go
to Hawaii but I'm scared to fly and I get very seasick.
Could you build me a bridge to Hawaii so I can drive over
there to visit?'
The genie laughed and said,
'That's impossible. Think of the logistics of that! How
would the supports ever reach the bottom of the Pacific?
Think of how much concrete... how much steel! No, think
of another wish.'
The man said OK and tried
to think of a really good wish. Finally, he said,
'I've been married and divorced four times. My wives always
said that I don't care and that I'm insensitive. So, I wish
that I could understand women... know how they feel inside
and what they're thinking when they give me the silent treatment...
know why they're crying, know what they really want when
they say "nothing"... know how to make them truly
happy. .'
The genie said,
'You want that bridge two lanes or four?'
-------------- 
ชายคนหนึ่ง ขณะกำลังเดินบนชายหาดแคลิฟอร์เนีย
ก็เจอตะเกียงเก่าๆดวงหนึ่ง เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วใช้มือถูๆดู
ทันใดนั้น ยักษ์จินนี่ก็โผล่หัวออกมา..อ้ะๆๆ(อีกแล้วครับท่าน)
ยักษ์จินนี่ : "โฮะๆๆ..นายท่านได้ปลดปล่อยข้าออกจากตะเกียง..บลาๆๆ
เรื่องมันซ้ำๆซากๆ..นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วนะในเดือนนี้..ข้าสุดแสนจะเซ็งโคตร
กะไอ้คำขอ 3 ข้อติ๊งต๊อง..ครั้งนี้ โน เวย์ โฮเซ..ท่านขอข้าได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น..โฮะๆๆ"
ชายคนนั้น นั่งลงคิดชั่วขณะแล้วกล่าว
: "ฉันนั้นฝันอยากจะไปเที่ยวฮาวาย แต่ก็กลัวว่าเครื่องบินมันจะร่วงหักสองท่อนเหมือนที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ
ไอ้จะไปทางเรือรึ ฉันก็เป็นโรคเมาเรือ..อ้วกแตกมาหลายครั้งแล้ว
เจ้าจงช่วยสร้างสะพานให้ข้า ให้มันทอดยาวไปถึงฮาวาย ข้าจะได้ซิ่งรถอีแต๋นไปได้"
ยักษ์จินนี่หัวเราะจนพุงกระเพื่อมแล้วกล่าว
: "พระเจ้าช่วยกล้วยน้ำว้า!! ข้าทำไม่ได้หรอกนะ..ลองคิดดูซินายท่าน!!..ว่าจะต้องปักเสาลงไปลึกเพียงใด
จึงจะถึงก้นมหาสมุทรแปซิฟิค..จะต้องใข้ปูนใช้เหล็กสักเท่าใด!!..ไม่ไหวอ้ะ!!..ขออย่างอื่ืนเถอะนะนายท่าน"
ชายคนนั้นก็ตกลงและก็ครุ่นคิดหาคำขอเจ๋งๆข้อใหม่
สักพักหนึ่ง เขาก็กล่าว : "อืม..ฉันนั้นแต่งงานแล้วก็หย่า
หย่าแล้วก็แต่ง..แต่งแล้วก็หย่ามาสี่ครั้งสี่หนแล้ว..พวกคุณเธอมักจะหาว่าฉันนั้นเป็นคนโหลยโท่ย..ไม่ค่อยใส่ใจเธอและไม่เซ้นสิถีฟ..ดังนั้น..ฉันอยากที่จะเข้าใจผู้หญิง..อยากรู้ว่าพวกเธอนั้นรู้สึกอย่างไรและกำลังคิดอะไรอีตอนที่เธอปั้นปึ่งไม่พูดไม่จา..อยากรู้ว่าทำไมพวกเธอจึงงอแงร้องไห้ขี้มูกโป่ง อยากรู้ว่าพวกเธอนั้น
จริงๆแล้ว จะเอาอะไรกันแน่..อีตอนที่พวกเธอบอกว่า"ไม่เอา"..อยากรู้ว่าเราจะทำให้พวกเธอนั้น..มีความสุขได้อย่างไร"
ยักษ์จินนี่ : "สะพานไปฮาวายที่นายท่านขอเมื่อกี้นี้..ท่านจะเอาแบบถนนสองเลนหรือสี่เลน..ว่ามา"
(5555)
------------- 
ฝึกออกเสียง
to stumble across/on/upon
sth/sbd. : ซตั๊ม-เบิ่ล
อะคร่อส- ซั้ม-ติ่ง(พบโดยบังเอิญ)
v.
to rub
: รั่บ(ถู) v.
release
: หริลี่ส-(ปลดปล่อย)
v.
to be scare to do sth.
: ซแก-(กลัวที่จะทำ(สิ่งหนึ่งสิ่งใด))v.
to get seasick :
ซีซิ่ค-(เมาเรือ)v.
logistic
: หล่อจิ๊ส-ติค(หลักเตุผล)
n.
concrete
: ค้อน-ขรีต(คอนกรีต, ปูน) n.
divorce
: ดิว่อซ-(หย่า) v.
insensitive
: อิ่นเซ้น-สิถีฟว(ไม่เซ้นสิถีฟ,
ไม่ละเอียดอ่อนนุ่มนวล)adj.
the silent treatment
: ไซ้-เหล่นทฺ ทรี้ท-เหม่นทฺ(อาการปั้นปึ่งไม่พูดไม่จา)
n.
เกร็ดความรู้ 
so you can forget
about three. จากประโยคนี้ เรามาดูการใช้คำว่า"forget"ซึ่งเป็นกรณีที่มันไม่ได้แปลตรงๆว่า"ลืม"กันนะครับ
น่าสนใจมาก เราจะเจอบ่อยคร้บ
นั่นก็คือ "forget(about)sth."ในความหมายว่า"ให้เลิกคิดหรือหยุดคิดว่า
บางเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้"้ ลองดูตัวอย่างนะครับ"
If we lose this job, we
can forget about buying a new
car.
ถ้าเราไม่ได้ทำงานนี้ เรื่องการซื้อรถคันใหม่
ก็เป็นไปไม่ได้(ไม่ต้องไปคิด)
หรืออาจแปลว่า
ถ้าเราเสียงานนี้ไปละก็
เลิกคิดเรื่องซื้อรถใหม่ได้เลย
หรือ
Jack : "I was hoping
you might be able to lend me the money."
แจ๊ค : "ฉันก็หวังว่าเธอนั้น
อาจจะให้ฉันยืมเงิน"
Liza : "You can
forget that!"
ลิซ่า : "ไม่ได้จ้ะ!"(อาจจะเพราะไม่มีหรือด้วยเหตุผลอื่นใด
ซึ่งสรุปก็คือว่า"เจ้าอย่าหว้ง")
The genie said, ' This is
the fourth time this month and I'm getting a little sick
of these wishes, so you can forget
about three. You only get one wish.'
จินนี่ : "นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วนะในเดือนนี้..ข้าสุดแสนจะเซ็งโคตร
กะไอ้คำขอ 3 ข้อติ๊งต๊อง..ครั้งนี้ โน เวย์ โฮเซ."(ครั้งนี้จะไม่อนุญาตให้ขอ 3
ข้ออีกแล้ว(ไม่ต้องคิดเรื่องนั้น))..ท่านขอข้าได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น.
คงพอเข้าใจนะครับ
เมื่อพูดถึงคำว่า"forget"
จะมีอยู่หลายหน้าตา ให้เราได้ศึกษากันสนุกสนาน สามวันสามคืน
ในความหมายหลักที่แปลว่า"ลืม"นั้น
ผมเชื่อว่า คนไทยเราส่วนใหญ่ ก็พอจะเข้าใจและนำมาใช้พูดและเขียนได้ดีในระดับหนึ่ง
มีที่ต้องระวังอยู่บ้างนิดหนึ่ง คือ
อย่าใช้คำว่า"forget"เมื่อคุณต้องการจะบอกถึงสถานที่
ที่คุณนั้น ได้ลืมของบางอย่า่งเอาไว้
I've left my key at home.
ผมลืมกุญแจไว้ที่บ้าน
ประโยคนี้ถูกต้องครับ แต่เราจะไม่ใช้ว่า
I've forgotten my key at
home.
เมื่อพูดถึงคำนี้แล้ว ที่พลาดไม่ได้
ก็คือสแลง(Idiom)ของมันครับ
นั่นก็คือ "Forget it!"(เฝาะเก๊ท-
อิท!) มีหลายหน้าตาครับ ขอพูดเฉพาะไอ้ที่มันฮิตๆนะครับ
1.เพื่อบอกว่า
บางอย่างนั้น ไม่ได้สำคัญอะไร ไม่ต้องไปกังวลกะมัน
Jack : "I still owe
you for lunch yesterday."
แจ๊ค : "ฉันยังติดหนี้ข้าวกลางวันเธอมื้อหนึ่งเมื่อวานนี้"
Liza : "Forget it!"
ลิซ่า : "ไม่เป็นไร!" หรือ"เรื่องจิ๊บจ๊อย!"(ในทำนองว่า"เออน่า..ไม่ต้องพูดถึงก็ได้"..หรือ"เอาไว้
เมื่อไรก็ได้..เรื่องสิวๆ. ในกรณีนี้
จะมีความหมายเหมือนกับ"Don't
mention it!" ")
2. ใช้เพื่อบอกใครบางคนว่า
เราจะไม่พูดเรื่องที่เรานั้นได้พูดไปแล้วซ้ำอีกละนะ
Jack : "Now, what were
you saying about Jim?"
แจ๊ค : "เออ, คุณพูดเรื่องจิมว่าไงนะ?"
Liza : "Forget it,
it doesn't matter."
ลิซ่า : "ช่างมันเหอะ ไม่พูดอีกแล้ว"หรือ"ช่างมันเถอะ
ไม่มีอะไร"
3. ใช้เพื่อที่จะเน้นว่า
เรากำลังกล่าวปฏิเสธ(Saying
'no')ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด
Jack : "Any chance
of you helping out here?"
แจ๊ค : "คุณพอจะมาช่วยทางนี้สักหน่อยได้มั้ยครับ?"
Liza : "Forget it,
I've got too much to do."
ลิซ่า : "ไม่ได้หรอก ดิฉันกำลังยุ่งค่ะ"(บอกว่า
"กำลังยุ่ง ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต")
4. ใช้เพื่อบอกใครบางคน
ให้หยุดพูดในบางเรื่อง เพราะมันทำให้คุณนั้นไม่สบอารมณ์, เครียดหรือหงุดหงิด,รำคาญ
ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องใดก็ได้ครับ เมื่อเราอยากให้เขาหยุดพูด
เราก็พูดไปเลยว่า
"Just forget it, will
you?"
"ไม่เอาน่า"หรือ"พอเหอะ"หรือ"พอแล้วๆ"หรือ"หยุดพูดเถอะน่า"หรือ"หยุดซะที
ได้มั้ย?"อะไรทำนองนั้น
5. หรืออย่างในประโยค
"You think assembling this swingset was easy--forget
it!" ก็จะมีความหมายว่า"คุณคิดว่า
การประกอบเจ้่าชิงช้าอันนี้ มันง่ายเหรอ--เฮอะๆ..ตลก!"(หรือ"จะลองดูมั้ยล่ะ?"หรือ"พูดเป็นหนังการ์ตูน")"อะไรทำนองนั้น
เป็นการบอกให้รู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ
6. หรืออย่างในประโยค
"Forget it--you'll never understand the situation in
Thailand right now."
ก็จะมีความหมายว่า"อย่าพูดดีกว่า--คุณไม่เข้าใจหรอก
ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยในเวลานี้"(ใช้"Forget
it" ในประโยคนี้ เพื่อบอกว่า ความเป็นไปได้ที่คุณจะเข้าใจเรื่องนี้นั้น
มันแทบมองไม่เห็นเลย)
มีหลายหน้าตาอย่างที่เรียนข้างต้นครับ
ไม่ต้องไปเครียดกับมัน ยิ่งมีหลายหน้าตาก็ยิ่งสนุกครับ ใชัไปๆประเดี๋ยวคุณก็จะเข้าใจโดยอัตโนมัติ
โอ.เค.นะครับ
อย่าลืมนะครับ เมื่อเห็นสแลง"Forget
it!"นี้ อย่าได้ยึดติดกับคำแปลว่า"ลืม"เท่านั้น
เพราะถ้าเราจ้องแต่จะแปลสแลงนี้ว่า"ลืม..."(เช่น"ลืมมันเสียเถอะ,
ลืมมันไปเลย, ลืมมันซะ, ลืมมันได้เลย"ฯลฯ.)ละก็
แม้ว่าอาจจะพอสื่อความหมายได้ลางๆ(ก็พอจะเข้าใจได้) แต่ภาษาของคุณก็จะตลก
และจะฟังดูไม่ค่อยจะเป็นภาษามนุษย์
เราจะพบเห็นบ่อยๆในบทแปลภาพยนตร์ ทั้งในที.วี.และในโรงภาพยนตร์ครับ ผมจะยกตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจชัดเจน เช่น
คุณกับเพื่อนฝรั่งคนหนึ่ง เข้าไปสำรวจในถ้ำแห่งหนึ่ง ทันใดนั้น
ก็เกิดแผ่นดินไหว มีก้อนหินขนาดเท่าภูเขาย่อมๆ หล่นลงมาปิดปากถ้ำเอาไว้
เพื่อนของคุณ พยายามเข้าไปผลักหินยักษ์ก้อนนั้น ทั้งผลักทั้งดัน
มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนแต่อย่างใด แต่เพื่อนของคุณ ก็ยังพยายามที่จะดันหินก้อนนั้นต่อไป แบบนี้
คุณก็บอกเพื่อนคุณว่า"Forget
it." ในความหมายนี้ เราจะเจอบ่อยมาก
จะมีความหมายว่า"ให้เลิกคิดหรือหยุดคิดว่า
บางเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้"้ ซึ่งเราน่าจะแปลว่า"ไม่มีทาง,
หมดสิทธิ, ฯลฯ."อะไรพวกนั้น(ตามสถานการณ์) จึงจะถูกต้อง อย่าได้แปลว่า"ลืมมันซะ,ลืมมันเสียเถอะ,
ลืมมันไปเลย, ลืมมันได้เลย, ลืมเสียเถิด อย่าคิดถึง, ลืม..ลืมหมดแล้วหรือไร?...โฮะๆๆฯลฯ"
ซึ่งมันจะตลกมาก ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คงพอเข้าใจนะครับ.
มุขตลก
:
การสร้างสะพานข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคนับว่ายากมากแล้ว แต่เมื่อเจอคำขอเรื่องผู้หญิง
จินนี่นั้น ถึงกับหงายท้องตกเก้าอี้ เพราะมันยิ่งยากมากกว่า..ขอสร้างสะพานดีกว่า
โฮะๆๆ.