เสวนาที่ มช. ชี้รัฐประหารเปลี่ยนพลเมืองเป็นไพร่

20 ก.ค. 50 เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 18 ก.ค. ฝ่ายจัดรณรงค์ให้ความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้จัดการเสวนาหัวข้อ อนาคตการเมืองไทยอยู่ในมือ ‘ประชาชน’ ที่ห้องประชุมใหญ่คณะสังคมศาสตร์ มช.

‘พิชญ์’ วิพากษ์อนาคตประชาชนอยู่ในมือคณะรัฐประหาร

โดย ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อนาคตการเมืองไทยอยู่ในมือประชาชน แต่อนาคตประชาชนอยู่ในมือคณะรัฐประหาร คล้ายๆ ว่าอนาคตอยู่ในมือเรา แต่เราไปอยู่ในมือของคนอื่นอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างต้องทำความเข้าใจ การมี 35 จังหวัดอยู่ใต้กฎอัยการศึกหมายความว่า ถ้านับแล้วประชากร 1 ใน 3 ของประเทศ หรือครึ่งหนึ่งของจังหวัดที่มีทั้งหมด

ในภาวะกฎอัยการศึกถือว่าเราอยู่ในสภาวะต่างจากปกติ คือมียามหน้าบ้านที่จะเดินเข้าบ้านเมื่อไหร่ก็ได้ อธิบายง่ายๆ ถ้าเขาอยากใช้กฎอัยการศึกเมื่อไหร่ก็ใช้ได้ เป็นความรู้สึกของเรารู้สึกว่าการเมืองไม่เปลี่ยน แต่สถานะในประชาธิปไตยถูกลดลง คือการเป็นพลเมืองที่ถูกทำให้กลายเป็นไพร่คือถูกปกครอง

รัฐอาจดูแลเราอย่างดี แต่ในสายตาของรัฐเป็นเราเป็นคนในบังคับ สิทธิดูแลตัวเองไม่มี ดูแลตัวเองไม่ได้ คุณจะไม่รู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตราบเท่าที่คุณยังไม่ท้าทายอำนาจรัฐ แต่ถ้าเมื่อไรที่ท้าทายรัฐ ก็จะเจอกฎอีกชุดที่มาจัดการ

พิชญ์กล่าวถึงข้ออ้างที่ทำให้มีการรัฐประหารและมีการปกครองภายใต้กฎอัยการศึก 4 ประการ โดยประการแรกเหตุผลของรัฐในการปกครองเรา คือคุณกลายเป็นคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ เรื่องสำคัญเรื่องต่อมาคือเราถูกปกครองโดยสิ่งที่เรียกว่าความหวาดกลัว เหตุผลที่ใช้คือบอกว่าถ้าไม่ปกครองแบบนี้ก็จะเกิดการนองเลือด

และเหตุผลที่สาม การปกครองในปัจจุบันมีข้ออ้างเป็นไปในลักษณะชั่วคราว และบอกว่ารัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะนำไปสู่รัฐธรรมนูญถาวร แต่เราจะเห็นการพยายามเพิ่มอำนาจทหาร มีการร่างพระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมา ปัจจุบันสถานการณ์ไม่ปกติ เวลานี้เราจึงถูกปกครองโดยใช้ข้อยกเว้นเป็นหลัก ไม่ได้ใช้หลักการปกติของการปกครอง

สำหรับประการสุดท้าย หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือความแตกต่างที่ไม่แตกแยก แต่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในสังคมที่ทำให้เรามองเรื่องความแตกต่างกลายเป็นความแตกแยก คำถามว่าเรามีความเข้าใจหรือไม่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ความแตกต่างนั้นอยู่ด้วยกันได้ นั่นคือศิลปะของประชาธิปไตย คือทำให้ความแตกต่างอยู่ร่วมกันได้

“แต่ถ้ามองความต่างเป็นปัญหา เป็นเรื่องความแตกแยก ก็ไม่มีทางก้าวเข้าสู่โลกประชาธิปไตยได้ การเมืองที่ปกครองโดยการแตกแยกคือให้ยอมรับทุกอย่างร่วมกันห้ามมีความแตกต่าง แต่ถ้าเราจะพูดถึงสังคมประชาธิปไตยเราต้องมีวุฒิภาวะที่จะเข้าใจว่า ‘ความแตกต่าง’ และ ‘ความแตกแยก’ ไม่เหมือนกัน ความแตกต่างไม่ได้นำไปสู่ความแตกแยก” พิชญ์กล่าวในที่สุด

บก.ฟ้าเดียวกันเชื่อ รธน.50 ไม่ผ่าน ไม่ทำให้เลือกตั้งช้า

นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน กล่าวว่าขอประเมินในแง่ร้ายสักนิดว่าประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 จะผ่าน โดยนายธนาพลให้เหตุผลว่าปัจจัยแรกคือเป็นการลงมติลงแบบมัดมือชก ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น คณะรัฐประหารบอกว่าถ้าไม่เลือกฉบับนี้ก็ไม่แน่ว่าจะเอาฉบับไหนมาใช้

ประการที่สอง มีการขู่ว่าถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้การเลือกตั้งจะล่าช้า ทหารจะอยู่ในการเมืองต่อไป ทำให้ไม่อยู่ในสภาวะปกติ เหตุเหล่านี้ เราแย้งได้ว่าการไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ทำให้การเลือกตั้งล่าช้า เพราะรัฐธรรมนูญปี 2549 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คมช. มีเวลา 30 วันในการนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ ลงประชามติ 19 สิงหาคม 20 สิงหาคมก็รู้แล้วว่ารัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน และวันที่ 21 สิงหาคมก็สามารถนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้ก็ได้

และถ้ารัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านจะทำให้การเลือกตั้งล่าช้า เหตุผลก็คือในรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปจากเขตเดียวคนเดียวเป็นแบบเรียงเบอร์ พอรูปแบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไป สิ่งที่ตามมาคือต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และเรื่องนี้ยังไม่มีการเข้าสู่สภานิติบัญญัติ ถ้ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ผ่าน และปี 2540 ไม่ผ่านขึ้นมา การเลือกตั้งก็สามารถจัดได้ในปีนี้ด้วยซ้ำ แต่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่ากลไกรัฐทุกอย่าง เพื่อผลักดันให้ผ่าน ยังไม่รวมการใช้อำนาจอื่นๆ เช่นการโกง การระดมคนจากหน่วยงานของรัฐ

แต่ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญในการต้านรัฐประหาร หรือคนที่ห่วงใยอนาคตของประเทศคือเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องไปใช้สิทธิ อย่างน้อยประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกว่าคนจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะกี่หลักไม่เห็นด้วยกับ รัฐประหาร ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐบาลบอกว่าให้ผ่านรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหา แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 สามารถแก้ปัญหาได้เฉพาะหน้า แต่มันจะเกิดปัญหาระยะยาว เช่น งบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นอีก 28% ต่อปี สิ่งที่จะเกิดในอนาคตคือทรัพยากรของประเทศจะถูกนำไปใช้ในนามของความมั่นคง

‘ชูวัส’ เสนอหนทางเลี่ยงนองเลือดไม่รับ รธน.50 ให้ทหารกลับเข้ากรมกองอย่างสันติ

นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวตอนหนึ่งว่าทหารมีปัญหาแน่นอนในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย เป้าหมายของรัฐธรรมนูญปี 2550 แน่นอนเลยว่าเป็นรัฐทหาร คือรัฐบาลประชาธิปไตยมีเป้าหมายพัฒนาประเทศไปเป็นโลกาภิวัฒน์ ที่ความมั่งคั่งร่ำรวย แบบโลภโมโทสันหรืออะไรก็ว่าไป ก็ยังเป็นเรื่องที่หวังว่าชาวบ้านจะหายจน ก็ยังมีเป้าหมายที่ประชาชน แต่รัฐบาลทหารเป้าหมายคืออยากจะเป็นรัฐทหารแบบพม่าหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป

เราไม่สามารถยอมให้ทหารกลับเข้ากรมกองด้วยการนองเลือดอีก นี่เป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบรวมกัน บังเอิญว่ามีช่องอยู่ เพราะว่าเขาพลาด เขาอาจคิดไม่ทันที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เขาร่างหลังการรัฐประหาร ได้จัดให้มีประชามติ แม้จะมีความฉ้อฉล มัดมือชกในการลงประชามติถึงขั้นโกง อย่างไรก็ตามผมคิดว่ามันเป็นโอกาสหายใจโอกาสเดียวที่จะทำให้ทหารกลับเข้ากรมไม่นองเลือด นั่นคือการเข้าไปโหวตและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่ออธิบายว่าการที่ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นความคิดที่ผิด คุณทำพลาดและเราจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมา เพื่อทหารแพ้ ยุทธศาสตร์ที่ทำให้ทหารพ่ายแพ้คือให้ทหารกลับเข้ากรมกองโดยสันติ ผมคิดว่าสังคมไทยไม่มีทางเลือกมากนักซึ่งถ้ารัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่าน ก็มีความเสี่ยงที่จะนองเลือดอีก เพราะต่อไปก็จะมีคนอย่าง ร.ต.ฉลาด วรฉัตรอดข้าวประท้วงขอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชนอยู่ดี

ถ้ามองย้อนกลับไป การที่ประชาชนได้อำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อย่างก้าวกระโดด ในรัฐธรรมนูญปี 2540 มันเกิดขึ้นจากการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2534 และคิดว่าการไม่รับรัฐธรรมนูญปี 2550 จะนำมาซึ่งการเพิ่มอำนาจประชาชนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยกระบวนการที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นของประชาชนเอง ซึ่งการหยิบรัฐธรรมนูญปี 2540 มาชนกับปี 2550 เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อจะบอกว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่เจ้าของประเทศเป็นผู้ร่างเอง

อนึ่ง สำหรับการจัดเสวนาวิชาการของ ฝ่ายจัดรณรงค์ให้ความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นการอภิปรายว่าด้วยการลงประชามติและข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีกำหนดทั้งสิ้น 5 ครั้ง คือ ในวันที่ 18 ก.ค.50, 25 ก.ค.50, 1 ส.ค.50 และ 8 ส.ค.50 ที่ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ มช. และจะมีการอภิปรายทั้งสองฝ่ายหรือการดีเบตในวันที่ 17 ส.ค.50 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหาสถานที่

 

   
   

                  
                                    <Next>