สัมภาษณ์พิเศษ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ตอนที่ 1 : 30 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยแพ้แล้ว?
สัมภาษณ์โดย พิณผกา งามสม
ประชาไท สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์อีกครั้ง แม้ว่าบทสัมภาษณ์ของเขาเมื่อครั้งที่การชุมนุมต่อต้านทักษิณ
ชินวัตร ยังคึกคัก ยังอ่านได้ ด้วยว่าปัญหาเรื่องหลักการพื้นฐานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้เปลี่ยนทิศทางไปแต่อย่างใด
กระนั้นภายหลังการรัฐประหาร ดูเหมือนว่าสังคมไทยได้ตอกย้ำคำอธิบายว่าด้วย
ฐานอำนาจที่ชอบธรรม ของศิโรตม์อย่างหนักแน่นยิ่งขึ้นว่า
สังคมไทยนั้นเผชิญปัญหาเรื่อง ฐานอำนาจที่ชอบธรรม ระหว่างฐานจากประชาธิปไตยกับฐานอำนาจอื่นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอด
อาจจะดูเหมือนเสียดเย้ยการครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม
2519 ที่คำอธิบายจากบรรทัดนี้ไปอ้างอิงเทียบเคียงกับเหตุการณ์
6 ตุลาโดยตลอด แต่เพราะเหตุการณ์ในอดีตคือหมุดหมายให้เกิดพลวัตรทางการเมืองสืบเนื่องมา
มิได้มีไว้ให้โหยหาอาวรณ์เท่านั้น และที่สำคัญ มันได้ส่งผลต่อปัจจุบันอย่างที่คุณไม่อาจไม่เรียนรู้
0 0 0
(1)
รัฐประหาร 2549 -โมเดลรัฐประหารแบบ 6 ตุลา
เริ่มด้วยการต่อสู้ทางอุดมการณ์จบด้วยการรัฐประหาร
การต่อสู้ทางอุดมการณ์คือพื้นฐานของการรัฐประหาร 2549 หรือ
แรงขับเคลื่อนพื้นฐานของรัฐประหารครั้งนี้ คือแรงขับเคลื่อนทางอุดมการณ์
อุดมการณ์ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายอย่างที่คนทั่วไปใช้ อุดมการณ์ไม่ได้หมายถึงความคิดเพื่อส่วนรวม
หรือการมีอุดมคติที่ดีงามเพื่อสังคม
ในทางรัฐศาสตร์นั้น อุดมการณ์ หมายถึงความคิดความเชื่อที่เป็นกรอบความคิดให้คนเราตัดสินการกระทำและสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ทำให้เราเห็นว่า การกระทำบางอย่างถูกต้อง,
พฤติกรรมบางอย่างชอบธรรม, และมุมมองบางแบบคือมุมมองที่ถูกต้องกว่ามุมมองแบบอื่น
ถึงขนาดที่เราไม่เคยฉุกคิดถึงที่มาที่ไปว่าอะไรทำให้เราตัดสินเรื่องต่างๆ
ไปในลักษณะนั้น อุดมการณ์จึงเป็นในกรอบการมองโลกของเรา ซึ่งก็เท่ากับว่าอุดมการณ์
จำกัด ให้เราเห็นโลกแต่ในแง่มุมอย่างที่อุดมการณ์นั้นต้องการ
ตัวอย่างของอุดมการณ์ คือปัญหาเรื่องความสามัคคี คนไทยมักพูดว่า
ความแตกสามัคคีเป็นปัญหาของชาติบ้านเมือง แต่คำถามที่ไม่ค่อยมีใครคิดก็คือ
แล้วการประกาศกฎอัยการศึก, ปิดหูปิดตา และปิดกั้นเสรีภาพประชาชน
เป็นปัญหาของชาติบ้านเมืองด้วยหรือเปล่า ความสามัคคีเป็นปัญหาของชาติบ้านเมืองก็ต่อเมื่อเรายึดถืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบที่ถือว่า
ชาติ สำคัญที่สุด แต่ถ้าเราถือว่า ประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่สำคัญแล้ว
คนในชาติจะสามัคคีกันหรือไม่ ก็อาจไม่ใช่ปัญหาก็ได้
มีสังคมประชาธิปไตยไหนบ้างที่คนไม่แตกความสามัคคีกัน ในหลายต่อหลายสังคม
คนในครอบครัวเดียวกันที่สนับสนุนพรรคการเมืองต่างกัน ก็แทบไม่คุยกันด้วยซ้ำ
แต่เขาก็อยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้ามาล้มกระดานเพื่อบังคับให้คนทั้งหมดคิดและเชื่อเหมือนกัน
ในกรอบแบบนี้ การที่บอกว่าการเมืองไทยในปี 2549 ไม่มีทางออกอื่นนอกจากการรัฐประหาร
ก็เป็นผลของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบหนึ่งด้วย เพราะว่าในความเป็นจริง
เรามีทางออกอื่น แต่อุดมการณ์แบบนี้ทำให้คนมืดบอด มองไม่เห็นทางออกอื่น
หลงเชื่อตามที่ผู้มีอำนาจบอกว่า ทางออกของบ้านเมืองมีอยู่แค่การยอมให้ทหารฉีกรัฐธรรมนูญและยึดครองประเทศได้ตามอำเภอใจ
รัฐประหารครั้งนี้แตกต่างจากรัฐประหารครั้งอื่นๆ ตรงไหน
รัฐประหารครั้งนี้แตกต่างจากรัฐประหารครั้งอื่น 2 ข้อ ข้อแรก
รัฐประหารครั้งนี้เป็นรัฐประหารที่ชัยชนะในการยึดอำนาจไม่ได้ชี้ขาดด้วยการเคลื่อนกำลังทหารล้วนๆ
แต่ชี้ขาดด้วยการครอบงำทางอุดมการณ์ ข้อสอง รัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อทหารหรือผู้มีอำนาจในกองทัพ
จึงเป็นรัฐประหารโดยทหาร แต่ไม่ใช่รัฐประหารเพื่อทหารเอง
ขอเริ่มต้นที่เรื่องการครอบงำทางอุดมการณ์ก่อน
ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย
รัฐประหารหลายครั้งเกิดจากความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกองทัพ
เช่นรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ปี 2534,
รัฐประหารบางครั้งเกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำกองทัพด้วยกัน
เช่นรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2500, หรือรัฐประหารบางกรณีก็ไม่ได้มีเหตุอะไรเลย
นอกจากตัวผู้รัฐประหารนึกอยากรัฐประหารขึ้นมาเอง เช่น กรณีจอมพลถนอมรัฐประหารตัวเองในปี
2514 ขณะที่รัฐประหารในปี 2549 เป็นรัฐประหารที่อิงกับอุดมการณ์หลักของชาติ
นั่นก็คือเป็นรัฐประหารที่ความคิดความเชื่อเรื่อง ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจอย่างมีนัยยะสำคัญ
ขณะที่รัฐประหารส่วนใหญ่มีแบบแผนและสูตรสำเร็จคล้ายคลึงกัน
เริ่มต้นจากการสะสมกำลังพลและกำลังรบฝ่ายตัวเองให้มากที่สุด
จากนั้นก็ชิงเคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็ว ใช้กองทัพยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ
ให้ได้มากที่สุด แล้วจึงก่อการยึดอำนาจในขณะที่ผู้นำรัฐบาลยังไม่ทันตั้งตัว
จนพูดได้ว่าเป็น รัฐประหารเชิงการทหาร ล้วนๆ รัฐประหารในปี
2549 กลับเป็นรัฐประหารที่เริ่มต้นด้วย รัฐประหารทางอุดมการณ์
รัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติในปี 2534 เป็นตัวอย่างของรัฐประหารเชิงการทหาร
เพราะสิ่งที่ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ทำในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก็คือการชิงจับตัวนายกรัฐมนตรีชาติชาย
ขณะที่กำลังจะขึ้นเครื่องบินไปเข้าเฝ้าในหลวงที่เชียงใหม่
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครคิดว่าทหารจะทำแบบนี้ในเวลานั้น
ทำให้คณะรัฐประหารของ พล.อ.สุนทร ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย
รัฐประหารในปี 2549 เป็นเรื่องของการชิงเคลื่อนกำลังทหารเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารขึ้นจริงๆ ในคืนวันที่
19 กันยายน ได้มีการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์เพื่อปูทางให้การรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่อง
รัฐประหาร 2549 จึงมีมิติทางอุดมการณ์มาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก
ทำให้รัฐประหารครั้งนี้คล้ายคลึงกับรัฐประหารที่ในวันที่ 6
ตุลาคม 2519 เพราะต่างก็เป็นการรัฐประหารที่ผู้ก่อการอ้างว่าทำเพื่อพิทักษ์ชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก็ใช้ข้ออ้างนี้ไปล้มล้างรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบบรัฐสภาเหมือนๆ
กัน
ขณะที่ทหารในการรัฐประหารครั้งอื่นๆ ทำการยึดอำนาจและล้มรัฐบาลเพื่อตัวเอง
รัฐประหารในกรณี 6 ตุลาคม 2519 และ 19 กันยายน 2549 กลับเป็นรัฐประหารที่ไม่ได้ทำเพื่อกองทัพเองล้วนๆ
แต่ทำเพื่อสถาบันบางอย่างที่อยู่นอกกองทัพออกไป
พูดอีกแบบก็ได้ว่ารัฐประหาร 19 กันยายน เป็นรัฐประหารโดยกองทัพ
แต่ไม่ใช่รัฐประหารของกองทัพ และยิ่งไม่ใช่รัฐประหารเพื่อกองทัพเอง
ถ้าเข้าใจลักษณะเฉพาะของการรัฐประหารครั้งนี้ ก็จะเข้าใจต่อไปว่า
ประเด็นสำคัญทางการเมืองในช่วงหลังจากนี้ ไม่ได้อยู่ที่คณะปฏิรูปการปกครองจะสืบทอดอำนาจหรือไม่
ไม่ได้อยู่ที่ทหารจะแทรกแซงการเมืองไปอีกนานแค่ไหน แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือคนกลุ่มต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารครั้งนี้ กำลังจะเข้ามาออกแบบกติกาของบ้านเมืองให้เป็นอย่างที่ตัวเองได้ประโยชน์ที่สุด
แน่นอนว่าไม่มีสังคมประชาธิปไตยที่ไหนที่อนุญาตให้ทหารแทรกแซงการเมืองได้ตามอำเภอใจ
แต่รัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้มีความมุ่งหมายแค่นี้ หากมีความมุ่งหมายหลักอยู่ที่การออกแบบสถาบันการเมืองการปกครองเพื่อเป้าหมายบางอย่างในระยะยาว
ในแง่นี้ รัฐประหารปี 2549 เป็นรัฐประหารที่ประกอบไปด้วย 4
ขั้นตอนใหญ่ๆ ขั้นตอนแรกคือการต่อสู้ทางอุดมการณ์เพื่อครอบงำความคิดของผู้คนในสังคม
ขั้นตอนที่สองคือการต่อสู้ทางการเมือง ขั้นตอนที่สามคือการชิงยึดอำนาจทางการทหาร
และขั้นตอนที่สี่ คือการยึดอำนาจรัฐและออกแบบกติกาบ้านเมืองให้เป็นอย่างที่ตนเองต้องการ
ถ้าเราเข้าใจรัฐประหารครั้งนี้ว่ามันเป็นการรัฐประหารที่มี
4 มิติซ้อนกัน เราก็จะเข้าใจว่าทำไมถึงปรากฏภาพที่มีคนจำนวนมากออกไปถ่ายรูปคู่กับรถถัง
เอาดอกไม้ไปให้ทหาร เพราะคนจำนวนมากไม่ได้เห็นทหารในฐานะรั้วของชาติ
ไม่ได้เห็นรถถังในฐานะอาวุธในการทำลายชีวิต แต่เขาเห็นว่าทหารและรถถังคือผู้ที่มากอบกู้ชาติบ้านเมืองซึ่งกำลังล่มสลายจากการคุกคามของศัตรูที่แสนจะร้ายกาจและอันตราย
ขบวนการสนธิทำให้คนไทยรู้สึกว่า ทักษิณ ชินวัตร เป็นศัตรูของสถาบันหลักของชาติ
แบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์เป็นศัตรูหลักต่อสถาบันหลักของชาติในเหตุการณ์
6 ตุลา
ที่ผมโยงไปที่เรื่อง 6 ตุลา เพราะว่าการรัฐประหารครั้งนี้มันเริ่มต้นจากการต่อสู้ทางความคิดก่อน
เราอาจจะพูดได้ว่าเริ่มต้นจากการพิมพ์หนังสือเรื่อง พระราชอำนาจ
โดยประมวล รุจนเสรี ที่บอกว่าในสังคมไทยนั้น พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์คือจุดเริ่มต้นของสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา
คือจุดเริ่มต้นของการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ และพระราชอำนาจ
คืออำนาจที่สำคัญที่สุดในสังคมไทย ไม่ใช่ฉันทานุมัติจากประชาชน
การอภิปรายเรื่องพระราชอำนาจที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้นกำเนิดสำคัญของขบวนการสนธิ
และขบวนการสนธิก็มีความสำคัญมากในการรัฐประหารครั้งนี้ เพราะขบวนการนี้สร้าง,
เผยแพร่ และตอกย้ำข้อมูลข่าวสารบางแบบอยู่ตลอดเวลาว่า ปัญหาหลักของประเทศไทย
คือการมีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ถ้าเทียบเคียงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ความสำเร็จข้อหนึ่งของขบวนการสนธิก็คือ
ทำให้คนไทยรู้สึกว่าทักษิณ ชินวัตร เป็นศัตรูของสถาบันหลักของชาติ
แบบเดียวกับที่ขบวนการนักศึกษาและคอมมูนิสต์เป็นศัตรูต่อสถาบันหลักของชาติในเหตุการณ์
6 ตุลา
เพราะฉะนั้น ขณะที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ถูกโจมตีว่าเป็นศัตรู
เป็นคนที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในช่วง 6 ตุลา สิ่งที่ขบวนการนี้ทำกับทักษิณก็คือการกระทำแบบเดียวกัน
นั่นก็คือ ทักษิณทำลายชาติ จึงมีการพูดกันอยู่ตลอดเวลาว่าทักษิณขายชาติ
ผ่านเรื่องเอฟทีเอ ผ่านเรื่องการแบ่งเกาะกูดให้เขมร ผ่านเรื่องการยกดินแดนบางส่วนให้ลาว
ผ่านเรื่องการขายหุ้นเทมาเสกให้กับสิงคโปร์ ผ่านเรื่องการแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้
ฯลฯ
สำหรับเรื่องศาสนา เราก็จะเห็นภาพชัดเจนว่า ประเด็นที่สนธิใช้ในช่วงแรกๆ
ก็คือการมีสังฆราชสององค์ ส่วนอีกเรื่องที่ถูกใช้ในการโจมตีมากก็คือเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์
ทั้งหมดนี้คือฐานของการรัฐประหารซึ่งเริ่มต้นด้วยการต่อสู้ทางอุดมการณ์อย่างหนักหน่วงและเข้มข้นมาเป็นเวลาเกือบปีกว่าๆ
และตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางอุดมการณ์รอบนี้ หลายฝ่ายก็คือตัวละครที่เคยมีบทบาทในเหตุการณ์
6 ตุลา หรือเติบโตทางการเมืองในช่วงหลัง 6 ตุลา ทั้งนั้น
คงไม่มีใครลืมว่าจำลอง ศรีเมือง มีบทบาทอย่างไรในวันที่ 6
ตุลา แต่หลายคนคงลืมไปแล้วว่า คนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ในช่วงหลัง
6 ตุลานั้น พิมพ์หนังสือเรื่อง สิ้นชาติ ซึ่งมียอดพิมพ์ถึง
80,000 เล่ม ในเวลาแค่ห้าเดือน โดยเขาอ้างอยู่ตลอดเวลาว่า
หนังสือเล่มนี้จูงใจให้นายทหารจำนวนหนึ่งเชื่ออย่างฝังจิตฝังใจว่า
รัฐบาลขวาจัดของธานินทร์ กรัยวิเชียร คือแนวร่วมมุมกลับที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นเวียดนามแห่งที่สอง
ทำให้กรุงเทพตกอยู่ใต้ความยึดครองของคอมมูนิสต์ ผลที่ตามมาก็คือ
ทหารกลุ่มนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะก่อการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลของฝ่ายขวาพลเรือน
แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากกองทัพโดยตรง
เห็นได้ชัดว่า สนธิมีทักษะในการสร้างความรู้สึกร่วมทางการเมืองแบบนี้มาตั้งแต่หลัง
6 ตุลา และในวาระที่เหตุการณ์ 6 ตุลา เวียนมาครบรอบสามสิบปีในปีนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนธิมีอิทธิพลในการใช้ข่าวสารเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์บางอย่าง
ที่ทำให้รัฐประหาร 19 กันยายน มีความชอบธรรมทางการเมือง
รัฐประหารครั้งนี้ นอกจากเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์แล้ว มันเกิดเรื่องที่คล้ายๆ
กับ 6 ตุลา ก็คือมีการจัดตั้งมวลชนและองค์กรจำนวนมากขึ้นมา
ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจกัน องค์กรอย่าง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ไม่ว่าคนที่เข้าไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ
จะจริงใจมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่คนจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปร่วมกับพันธมิตรฯ
เป็นคนซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบทหารนิยม มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม
หรือเป็นคนที่เชื่อว่าการมีสถาบันกษัตริย์ที่เข้มแข็งคือทางออกของประชาธิปไตย
ไม่ใช่การสร้างการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยรัฐสภาที่ดี
ในเหตุการณ์ 6 ตุลา สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันก็คือ หลังจากที่ฝ่ายขวาเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง
ก็เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มประชาชนขึ้นมาโดยยึดโยงกับอุดมการณ์แบบนี้
แต่พันธมิตรฯ นั้นอาจจะแตกต่างกับกลุ่มมวลชนที่จัดตั้งก่อน
6 ตุลา อยู่บ้าง เพราะพันธมิตรฯ ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาอย่างเดียว
แต่มีคนที่เป็นเสรีนิยม ฝ่ายคนชั้นล่าง ฝ่ายที่รักประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธิ์ใจ
รวมทั้งฝ่ายที่เป็นกลางจำนวนมากด้วย หรือต่อให้ถึงที่สุดแล้ว
พลังฝ่ายเสรีนิยมไม่ใช่พลังหลักที่ชี้นำการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ
ก็ตามที ถ้าคิดถึงรัฐประหาร 19 กันยายน ในแง่มุมนี้ ก็จะเห็นความคล้ายคลึงกับรัฐประหารวันที่
6 ตุลาคม 2519 มากขึ้น นั่นก็คือล้วนเป็นการรัฐประหารที่เริ่มต้นด้วยอุดมการณ์
หลังจากนั้นก็นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มพลังทางการเมือง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า สัญลักษณ์ของพันธมิตรฯ นั้นคือสีเหลือง
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน และพันธมิตรฯ โดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ก็ประกาศอย่างเปิดเผยว่า ใช้สีเหลืองเพราะต้องการแสดงความจงรักภักดีของฝ่ายพันธมิตร
โดยที่สีเหลืองก็คือสีซึ่งทหารใช้เป็นสัญลักษณ์ในการยึดอำนาจเมื่อวันที่
19 กันยายนด้วยเช่นเดียวกัน
การรัฐประหารครั้งนี้มีการอ้างพระมหากษัตริย์มากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
และจะนำไปสู่การกำหนดกรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยไหม
ผมคิดว่าสีเหลืองของพันธมิตรฯ กับสีเหลืองที่ทหารใช้ในการรัฐประหารมีความสืบทอดกัน
เพราะในที่สุดแล้วทั้งพันธมิตรและทหารก็ล้วนแสดงบทบาทของตัวเองโดยอ้างอิงกับพระมหากษัตริย์
ทำให้รัฐประหารครั้งนี้มีบุคลิกอีกประการหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือการอ้างพระมหากษัตริย์มากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการอ้างเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็จริง
แต่ไม่ได้เป็นการอ้างลักษณะเดียวกับครั้งนี้ เหตุการณ์ 6 ตุลา
เริ่มต้นจากการเผยแพร่ภาพและปล่อยข่าวเพื่อปลุกระดมมวลชนว่า
ขบวนการนักศึกษาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ภาพของสถาบันฯ ในความรู้สึกของประชาชนในขณะนั้น
จึงเป็นฝ่ายตั้งรับ ขณะที่นักศึกษาเป็นฝ่ายคุกคาม ตรงกันข้ามกับรัฐประหารครั้งนี้ที่มีการอ้างอิงและใช้สัญลักษณ์ต่างๆ
ในลักษณะเชิงรุก ที่ท้ายที่สุดแล้วเอื้อต่อชัยชนะของฝ่ายรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง
อย่าลืมว่าในคืนวันที่ 19 กันยายน ทหารใช้เพลงพระราชนิพนธ์
ใช้ภาพพระราชกรณียกิจ หรือวันที่ 20 ก็มีการแสดงภาพการเข้าเฝ้าฯ
แทนที่จะเป็นการใช้เพลงปลุกใจหรือออกอากาศคำปราศรัยของหัวหน้าคณะรัฐประหารวนเวียนซ้ำซากไปเรื่อยๆ
อย่างที่มักจะทำกันในการรัฐประหารทุกครั้ง
โดยภาพรวมแล้ว รัฐประหารครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการทางการเมืองที่มีมาก่อนเป็นเวลานาน
ได้แก่การปฏิวัติทางอุดมการณ์ การปฏิวัติทางการเมือง และการปฏิวัติด้วยกำลังทางทหาร
ปัญญาชนจึงต้องรับผิดชอบจากการสร้างวาทกรรมรองรับการรัฐประหารครั้งนี้?
ในช่วงที่ยังมีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงนั้น ปัญญาชนหลายคนออกมาเรียกร้องให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง
บางคนก็ไปไกลถึงขั้นป่าวประกาศอย่างเปิดเผยว่า ทหารไม่จำเป็นต้องปกป้องรัฐบาล
นักวิชาการบางคนเขียนบทความยืนยันว่า ทหารมีสิทธิปฏิวัติรัฐบาลได้
ไม่ต้องพูดถึงการยื่นหนังสือครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้องคมนตรีออกมาร่วมขบวนการขับไล่นายกรัฐมนตรี
ทั้งที่ปัญญาชนเหล่านี้รู้ดีว่า องคมนตรีแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์
และพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภานั้นถูกกำหนดให้ทรงอยู่
เหนือการเมือง
หลังจากการรัฐประหารเกิดขึ้น ปัญญาชนจำนวนมากพยายามสร้างคำอธิบายให้รัฐประหารชอบธรรม
บ้างก็บอกว่ารัฐประหารครั้งนี้จำเป็น เพราะสังคมไทยไม่มีทางออกอื่น
บ้างก็บอกว่าไม่ควรคัดค้านที่ทหารฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะคุณทักษิณเองฉีกรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้ว
บ้างก็บอกว่า นี่เป็นการรัฐประหารที่สันติ ไม่มีการนองเลือด
หรือบางคนก็บอกว่าไหนๆ รัฐประหารก็เกิดขึ้นแล้ว เรามาช่วยกันทำให้รัฐประหารครั้งนี้เป็นรัฐประหารที่ดี
เรื่องที่น่าเศร้าใจก็คือ ปัญญาชนเหล่านี้ทำลายหลักการร่วมข้อหนึ่งที่เป็น
แกนกลางทางความคิด ของปัญญาชนแทบทุกฝ่ายในสังคมไทยในช่วงหลัง
14 ตุลาคม 2516 นั่นก็คือ หลักการที่ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารทุกชนิด
แต่ในปี 2549 ปัญญาชนทำให้การรัฐประหารเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
น่าภาคภูมิใจ ซ้ำปัญญาชนหลายคนยังทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้กับการปกครองของทหารเสียยิ่งกว่าตัวทหารเอง
การสร้างวาทกรรมเรื่อง ระบอบทักษิณ ก็เป็นเรื่องที่ปัญญาชนสร้างขึ้น
คำๆ นี้มันไม่เคยมีมาก่อน มันถูกสร้างขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีนี้
เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า คุณทักษิณนั้นมีเครือข่ายทหารฝังแน่นอยู่ในกองทัพ
มีเครือข่ายกับตำรวจและข้าราชการระดับสูง มีเครือข่ายระหว่างนักธุรกิจข้ามชาติและนายทุนใหญ่ด้วยกัน
ทำให้คุณทักษิณดูเป็นศัตรูที่อันตรายต่อชาติแบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์เป็น
เราจะเห็นว่าช่วงก่อน 6 ตุลานั้น สิ่งที่ฝ่ายขวาทำก็คือ การทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ใหญ่เกินจริง
เพื่อรวมความรู้สึกของคนในชาติว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดการกับคอมมิวนิสต์
สิ่งที่ปัญญาชนจำนวนมากทำโดยไม่รู้ตัวใน พ.ศ.2549 คือการสร้างวาทกรรมเรื่อง
ระบอบทักษิณ ทำให้คุณทักษิณดูใหญ่เกินตัว ดูเหมือนว่าคุณทักษิณมีเครือข่ายกว้างขวาง
ทั้งที่จริงๆ แล้วเครือข่ายของคุณทักษิณนั้น เริ่มจะถูกสร้างขึ้นใน
3 ปีหลังจากที่คุณทักษิณขึ้นมามีอำนาจเท่านั้นเอง
เวลาเพียง 3 ปี ไม่สามารถทำให้เกิดระบอบอะไรขึ้นมาได้ มันเป็นเวลาที่สั้นเกินไป
อย่างเช่น เราบอกว่า ประชานิยมทำให้ระบอบทักษิณฝังรากลึกในหมู่มวลชน
คนเหล่านี้ไม่เข้าใจว่า มวลชนจำนวนมากชอบเงินและใครก็ตามที่ช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องที่เป็นรูปธรรมที่สุด
ในสมัยที่คุณชาติชาย เป็นนายก มวลชนเหล่านี้ก็รักคุณชาติชาย
แต่ก็ไม่ว่าอะไรเมื่อคุณชาติชายถูกยึดอำนาจ เพราะฉะนั้นมวลชนในระบอบทักษิณไม่ได้เป็นมวลชนที่ใหญ่โตอะไร
สามารถทำลายได้ถ้าเข้าใจวิธีการ
คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบที่เกิดการรัฐประหารครั้งนี้ เพราะคนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มแรกๆ
ที่ร้องขอให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญและล้มกระดานทางการเมืองการปกครอง
หลัง 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา สิ่งหนึ่งที่ชนชั้นนำไทยทั้งหมดพยายามจะตอกย้ำ
และเผยแพร่เข้าไปในหัวของคนไทยก็คือ ประชาธิปไตยไม่ใช่การเมืองที่ประชาชนเป็นใหญ่
ในช่วง 3 ทศวรรษหลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ชนชั้นนำของไทยแทบทุกฝ่ายพยายามจะเผยแพร่และตอกย้ำความคิดว่า
ประชาธิปไตยรัฐสภาไม่ได้หมายถึงระบบการเมืองที่มีประชาชนเป็นใหญ่
ประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแค่การไปหย่อนบัตรเลือกผู้แทนราษฎร
ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงแค่การมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง
แต่ประชาธิปไตยหมายถึงการมีผู้นำที่ดีและมีศีลธรรม
ถ้าคิดแบบนี้ ก็เท่ากับว่าการสร้างสถาบันการเมืองที่ดี การสร้างรัฐสภาที่เข้มแข็ง
การสร้างระบบการเลือกตั้งที่ดี ไม่ใช่วาระทางการเมืองที่สำคัญที่สุด
ถ้าคิดแบบนี้ ก็หมายความต่อไปว่า ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
ไม่ใช่ผู้นำที่สำคัญที่สุดในประเทศ รวมทั้งอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ไม่ใช่อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แต่คือสถาบันไหนหรืออำนาจอะไรก็ได้ที่เป็นคนดีและมีศีลธรรม
ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังช่วง 6 ตุลา ชนชั้นนำทั้งหมดพยายามจะบอกว่า
สิทธิเสรีภาพของคนไทยเป็นสิทธิเสรีภาพที่มีความหมายแค่ในระดับปัจเจกบุคคล
สิทธิเสรีภาพในสังคมไทยหมายถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น
ซึ่งในทางปฏิบัติก็ถูกจำกัดด้วยกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยหมิ่นประมาท
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่โดยหลักการแล้ว ชนชั้นนำของไทยบอกคนไทยว่า
สิทธิเสรีภาพนั้นมีความหมายแค่ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น
อาจจะมีสิทธิเสรีภาพในเรื่องความเชื่อ ซึ่งก็ไม่ได้หนักแน่นอะไรมาก
เพราะคนมุสลิมก็ยังคงถูกกีดกันอยู่ตลอดเวลา สิทธิในการรวมกลุ่มก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย
เพราะว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยถูกกีดกันไม่ให้รวมกลุ่มกัน เช่นกรณีของสหภาพแรงงาน
ในสังคมไทยนั้น สิทธิเสรีภาพถูกทำให้เป็นแค่คำขวัญที่มีความหมายแคบมาก
สิทธิเสรีภาพในความหมายของความเสมอภาค ความยุติธรรม และความเท่าเทียมนั้นมันไม่มีอยู่ในสังคมนี้
รวมทั้งเสรีภาพในความหมายของ อิสรภาพ ด้วยเช่นกัน
เพราะฉะนั้น จึงง่ายมากที่ชนชั้นนำจะทำให้ประชาธิปไตยเป็นแค่เรื่องของการมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง
แต่ไม่ได้มีฐานอะไรในสังคม ทั้งๆ ที่ในทุกประเทศที่เป็นสังคมประชาธิปไตยนั้น
ประชาธิปไตยจะเติบโตขึ้นมาได้ในสังคมก็แต่ที่มีฐานบางอย่างมารองรับ
เช่น มีกลุ่มทางสังคมที่เข้มแข็ง มีคนที่มีความเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างหนักแน่น
แต่ในกรณีของเรา ประชาธิปไตยมันถูกตัดตอนให้เป็นแค่เรื่องกระบวนการทางการเมือง
กระบวนการที่จะได้มาซึ่งผู้บริหารอย่างเดียว
และนี่เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำทั้งหมดทำร่วมกันในช่วง 30 ปีหลัง
6 ตุลาคม
ถ้าเช่นนั้นเราพอจะเรียกอุดมการณ์ในปี 2519 และ 2549 ว่าอะไร
ในการรัฐประหารครั้งนี้ ปัญญาชนมีบทบาทมากในการทำให้การแทรกแซงทางการเมืองการทหาร
และการแทรกแซงของสถาบันกษัตริย์มีความชอบธรรม และนี่ก็จะกลับไปสู่เรื่องอุดมการณ์อีกครั้ง
เพราะปัญญาชนแทบทั้งหมดให้ความชอบธรรมกับความไม่เป็นประชาธิปไตยโดยหันไปอาศัยอุดมการณ์ที่สร้างขึ้นโดยพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม
นั่นก็คืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า ธรรมราชา
เป็นเวลาหลายสิบปีที่ปัญญาชนแทบทั้งหมดโจมตีว่าประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นระบบการเมืองที่ล้มเหลว
โจมตีว่าพรรคการเมืองเป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ได้ โจมตีว่าระบบทุนนิยมทั้งหมดเป็นเรื่องเลวร้าย
รวมทั้งโจมตีว่าระบบยุติธรรมทั้งหมด ไม่ใช่สถาบันที่จะดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมได้
เช่นเดียวกับระบบราชการที่เต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงและคอรัปชั่น
หรือพูดโดยภาพรวมก็คือการสร้างภาพประทับลงไปในจิตใจคนว่า สถาบันการเมืองการปกครองที่เป็นทางการทั้งหมดเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงและไร้ศีลธรรม
นี่คือปรากฏการณ์ที่สำคัญมาก เพราะในกรณีสังคมตะวันตก ประชาธิปไตยรัฐสภา
พรรคการเมือง ระบบราชการ และหลักนิติธรรม เป็นสถาบันและหลักการที่สำคัญโดยตัวของมันเอง
แต่กรณีของสังคมไทย สถาบันและหลักการเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญในตัวมันเอง
แต่สำคัญก็ต่อเมื่อมันอ้างอิงหรือพ่วงไปกับหลักการอื่น เช่นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
หรือสถาบันยุติธรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชอำนาจ
ในช่วงหลัง 6 ตุลา อุดมการณ์แบบนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกลุ่มปัญญาชนหลายๆ
ฝ่าย ทำให้เกิดความคิดความเชื่อที่ในที่สุดแล้วเอื้อต่อการทำลายประชาธิปไตย
นั่นก็คือพรรคการเมืองและรัฐสภาไม่ใช่ที่พึ่งของประชาชน พรรคการเมืองและรัฐสภาคือสถาบันการเมืองของชนชั้นนายทุน
ทำให้สมเหตุสมผลที่กองทัพและสถาบันอื่นๆ จะล้มล้างพรรคการเมืองและระบบรัฐสภาได้ตลอดเวลา
ในปริมณฑลทางความคิดแบบนี้ สถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการทั้งหมดนั้นพึ่งไม่ได้
ช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ ให้ความยุติธรรมไม่ได้ และไม่สามารถที่จะให้ชีวิตที่ดีแก่กับประชาชน
สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของคนไทยก็คือการถูกโปรแกรมว่า มีแต่ผู้นำที่มีศีลธรรมอย่างยิ่งยวดเท่านั้นซึ่งจะเป็นคนที่นำเราไปสู่ชีวิตที่ดี
และจะว่าไปแล้ว ผู้นำที่มีศีลธรรมคือ วาระทางการเมือง ที่ปัญญาชนจำนวนมากเชิดชูและร้องหาอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเราลองนึกดู เราก็จะเห็นภาพของคนอย่าง น.พ.ประเวศ วะสี
หรือ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่พยายามจะพูดว่าปัญหาของการเมืองไทยคือการมีผู้นำที่ไร้ศีลธรรม
และในบริบทแบบไทยๆ นั้น ผู้นำที่มีศีลธรรมคือ ผู้นำที่ถือว่าเป็นธรรมราชาหรือคนที่มีอุดมการณ์แบบธรรมราชา
ซึ่งเป็นการยากมากที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะได้รับการยอมรับว่ามีคุณสมบัติแบบนี้
เพราะคนเหล่านี้ถูกตรวจสอบได้โดยง่าย อยู่กลางแสงสว่างที่ใครก็มองเห็นได้
และเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางโลกเกินไป จนแทบไม่มีโอกาสสะสมบารมีเพื่อสร้างภาพความเป็นผู้นำที่ทรงศีลธรรม
ในที่สุดแล้ว อุดมการณ์ทางการเมืองแบบนี้จะนำไปสู่การปฏิเสธความสำคัญของสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการแทบทั้งหมด
ตั้งแต่รัฐสภา, รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง, พรรคการเมือง
ฯลฯ ทำให้บุคคลหรือสถาบันการเมืองที่ไม่เป็นทางการสามารถแทรกแซงการเมืองอย่างไรก็ได้
แน่นอนว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยสร้างแนวความคิดแบบนี้ แต่ในปัจจุบันนี้
ปัญญาชนเสรีนิยม, เอ็นจีโอ หรือนักวิชาการอาวุโสหลายต่อหลายคน
ก็ถ่ายทอดความคิดแบบนี้ลงสู่สังคมไทย โดยที่ไม่เข้าใจว่าผลในทางการเมืองของความคิดแบบนี้คืออะไร
เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นมา คนเหล่านี้ก็คือคนที่สนับสนุนการรัฐประหาร
และเห็นด้วย เพราะเขาเชื่อว่าปัญหาการเมืองในสังคมไทยเกิดขึ้นเพราะผู้นำทางการเมืองที่ไม่มีศีลธรรม
และทักษิณคือโมเดลของผู้นำทีไม่มีศีลธรรมและเลวร้ายที่สุด
ทำให้ลึกๆ แล้ว คนเหล่านี้เห็นว่า make sense ที่จะเกิดการแทรกแซงโดยพระราชอำนาจหรือการรัฐประหาร
เพราะการแทรกแซงนี้จะทำให้ได้ผู้นำที่มีศีลธรรมขึ้นมาปกครองบ้านเมือง
ความเป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นเรื่องไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอะไรได้
มันเป็นแค่อุดมคติที่เกิดขึ้นในโลกที่เป็นสังคมชาวนา
ความเป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานของ ผู้ปกครองที่ดี ในสังคมเกษตร,
ในสังคมโบราณ, หรือในรัฐจารีต เพราะผู้นำในสังคมเหล่านี้แทบไม่มีสายใยยึดโยงพวกเขากับประชาชน
จึงต้องสร้างความชอบธรรมทางการเมืองด้วยวิธีการง่ายๆ ว่าตัวเองควรมีอำนาจ
เพราะเป็นผู้มีศีลธรรมสูงสุดในสังคม ได้สั่งสมบุญญาบารมีมาแต่ชาติปางก่อน
มีวัตรปฏิบัติที่ถูกทำนองคลองธรรมในชาตินี้ ฯลฯ
ปัญหาที่สำคัญคือสังคมทุกวันนี้เป็นสังคมสมัยใหม่ เป็นสังคมอุตสาหกรรมที่คนแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดแย้งกันอย่างสลับซับซ้อน
เราจะบอกได้จริงๆ หรือว่าใครมีศีลธรรมกว่าใคร
นี่ไม่ได้กำลังบอกว่าคนเราไม่ควรมีศีลธรรม แต่ประเด็นที่ต้องการพูดก็คือในโลกสมัยนี้
ผู้นำที่มีศีลธรรมอาจเป็นแค่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการใช้สื่อเพื่อ
ผูกขาด ภาพความมีศีลธรรมไว้ที่ตัวเองอย่างถึงที่สุดก็ได้
อย่าลืมว่าในสังคมไทยนั้น ชนชั้นนำกลุ่มเดียวที่เราจะชี้หน้าด่าอย่างเปิดเผยได้ว่าเป็นคนเลว
ไม่มีศีลธรรม คอรัปชั่น โง่ หาประโยชน์ให้พวกพ้อง ฯลฯ ก็คือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้ง
มาจากพรรคการเมือง และรัฐสภา แต่เราทำอย่างนี้ไม่ได้แน่ๆ กับชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
กับชนชั้นนำที่มาจากกองทัพ จากศาล หรือจากระบบราชการ
ในสังคมไทยนั้น ผู้นำที่เรายกย่องว่ามีศีลธรรม มักได้แก่ผู้นำที่แทบไม่เคยพูดหรือแสดงความเห็นในเรื่องอะไรให้กระจ่างชัด
เหตุผลคือยิ่งพูดหรือยิ่งแสดงจุดยืนในเรื่องต่างๆ ก็ยิ่งมีโอกาสที่ผู้นำผู้ทรงศีลธรรมจะถูกคนในสังคม
รู้ทัน ว่ามีผลประโยชน์ผูกพันกับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ
คนเหล่านี้จึงพูดน้อย พูดคลุมเครือ พูดในแบบที่คนแต่ละกลุ่มจะตีความอย่างไรก็ได้
พูดถึงเรื่องสังคมในอดีต พูดถึงสังคมชาวนาที่คนจนและคนระดับล่างถูกเงื่อนไขทางเศรษฐกิจบังคับให้ต้องกินอยู่อย่างพอเพียง
แต่คนเหล่านี้ไม่เคยพูดถึงสังคมในอนาคต ไม่เคยอภิปรายว่าการเมืองในอนาคตคือการเมืองในโลกซึ่งทุกอย่างเป็น
globalization และเป็น urbanization เพราะโลกเหล่านี้ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจทางโลกที่สลับซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้นำที่มีศีลธรรมจะทำอะไรได้
อันที่จริง ผู้นำที่มีศีลธรรมเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีเสน่ห์แต่ในโลกที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวนา
เป็นสังคมเกษตรกร แต่ไม่อาจตอบปัญหาของสังคมสมัยใหม่ได้ในระยะยาว
ในที่สุดแล้ว ผู้นำในรุ่นอนาคตจึงไม่สามารถจะอาศัยภาพของความเป็นคนดีมีศีลธรรม
หรืออุดมการณ์ธรรมราชา มาเป็นเครื่องมือในการจรรโลงอำนาจทางการเมืองได้
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในเงื่อนไขที่มีลักษณะเฉพาะมากๆ และข้อสำคัญก็คือ
ไม่ใช่ผู้นำทุกคนที่จะสร้างภาพว่าเป็นผู้มีบารมีลักษณะนี้ได้สำเร็จ
แล้วภาคประชาชนที่เติบโตขึ้นนี่ ก็อยู่บนเงื่อนไขทางการเมืองแบบนี้ด้วย
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานี้ เริ่มเกิดคนกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งมีสถานภาพทางสังคมสูง
อย่างเช่น คุณรสนา โตสิตระกูล, วีระ สมความคิด ซึ่งคนเหล่านี้เป็นคนธรรมดา
ไม่ได้มีชาติตระกูลหรือความสัมพันธ์กับชนชั้นนำในอดีตกลุ่มไหน
เป็นคนที่เติบโตมาจากการรณรงค์เคลื่อนไหวปัญหาทางการเมืองและสังคมแท้ๆ
แต่ในปัจจุบันนี้ คนเหล่านี้มีอิทธิพลกับสังคมถึงขนาดที่มีโอกาสจะเลื่อนสถานะของตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ
ผ่านการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก, ผ่านสายสัมพันธ์กับทหารและนักการเมือง
ฯลฯ
ข้อที่น่าสนใจก็คือเงื่อนไขทางสังคมแบบไหนที่ทำให้คนธรรมดาเหล่านี้โดดเด่นขึ้นมาเป็นที่ยอมรับได้กว้างขวางอย่างนี้
ขณะที่หลายสิบปีก่อน คนแบบนี้ไม่มีทางมีอิทธิพลต่อสังคมในระดับนี้ได้อย่างแน่นอน
ผมคิดว่าคนเหล่านี้เติบโตขึ้นมาในเงื่อนไขที่การเมืองอยู่ภายใต้การครอบงำของอุดมการณ์แบบ
ธรรมราชา นั่นคือ อุดมการณ์แบบที่มุ่งโจมตีสถาบันการเมืองในระบบรัฐสภาว่าเป็นที่รวมของคนเลว
คนไร้ศีลธรรม และชนชั้นพ่อค้านายทุนทุกระดับ อุดมการณ์แบบนี้เปิดโอกาสให้คนจำนวนหนึ่งเติบโตทางการเมืองได้
หากมีบทบาททางการเมืองในแง่ของการต่อต้านการคอรัปชั่นของนักการเมือง
การทุจริตของรัฐมนตรี รวมทั้งการใช้อำนาจอย่างล้นเกินของของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าการควบคุมนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องดี แต่ อำนาจรัฐ
ไม่ได้มีความหมายเท่ากับอำนาจของนักการเมืองและอำนาจของรัฐสภาเท่านั้น
คนที่มีอำนาจในสังคมไทยประกอบไปด้วยคนที่อยู่นอกรัฐสภา, อยู่นอกพรรคการเมือง
และอยู่นอกการเลือกตั้งอีกจำนวนมาก การตรวจสอบอำนาจรัฐเฉพาะเพียงเสี้ยวที่อยู่กับนักการเมืองจึงไม่รอบด้าน
ไม่เพียงพอ และเปิดโอกาสให้คนหลายกลุ่มได้ประโยชน์จากการโจมตีสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างล้นเกิน
การเมืองภายใต้การครอบงำของอุดมการณ์แบบธรรมราชา เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เติบโต
แต่ขณะเดียวกัน การเมืองในสภาพการณ์แบบนี้ก็จำกัดบทบาททางการเมืองของคนเหล่านี้ไว้เฉพาะในกิจกรรมบางแบบ
ต้นทุนทางการเมืองที่อาจเสียจากการท้าทายข้อจำกัดนี้ คงเป็นเรื่องที่หลายคนทำใจยอมรับไม่ได้
การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยทุกวันนี้ จึงใกล้เคียงกันมากกับการเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อแสดงบทบาทเฉพาะในแบบที่ผู้มีอำนาจบางกลุ่มต้องการ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนเหล่านี้เติบโตขึ้นมากับสภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
นั่นก็คือการเกิดกระแส การเมืองภาคประชาชน ที่ทำให้ความเป็น
ภาคประชาชน กลายเป็นต้นทุนทางการเมืองได้ เพราะ ภาคประชาชน
ตามนัยนี้วิพากษ์วิจารณ์ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
จึงสอดคล้องกับการเมืองแบบที่อยู่ใต้การครอบงำของอุดมการณ์ธรรมราชา
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะชนชั้นนำและทุกคนในประเทศไทยนั้นรู้ว่า
ภาคประชาชน ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการรวมกลุ่มในหมู่ประชาชนอย่างเหนียวแน่นและกว้างขวาง
ในทางตรงกันข้าม ภาคประชาชน เกิดขึ้นเมื่อผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนบางกลุ่มมีผลงานปรากฎในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง
พูดในเรื่องที่สังคมปัจจุบันต้องการ และแสดงบทบาทเฉพาะในขอบเขตที่การเมืองแบบ
ธรรมราชา กำหนด
หากไม่ระมัดระวังให้ดี การเมืองแบบภาคประชาชนอาจมีฐานะเป็นเพียงส่วนขยายของการต่อสู้ทางการเมืองในหมู่ชนชั้นสูงก็เป็นได้
ส่วนผู้นำภาคประชาชนก็อาจมีสถานภาพเป็นแค่ผงซักฟอกให้ผู้มีอำนาจอ้างได้ว่าพวกเขาฟังเสียงประชาชน
ทักษิณทำให้เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่ globalization
ทำให้อุดมการณ์ ธรรมราชา อ่อนพลังไหม
ผมเห็นว่าสิ่งที่คนชั้นนำจำนวนหนึ่งใช้ในการโจมตีทักษิณก็คือ
ทักษิณทำให้ชาวบ้านระดับรากหญ้าเป็นพ่อค้า คือความเป็นพ่อค้าหรือความเป็นสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่เป็นสิ่งที่คนชั้นนำทั้งหมดรู้ว่า
มันไปด้วยกันไม่ได้กับอุดมคติเรื่องธรรมราชา เรื่องผู้ปกครองที่ดีมีศีลธรรม
โลกของพ่อค้าโลกของคนที่ทำมาหากินในระบบตลาดมันเป็นโลกคนละแบบกับโลกของสังคมชาวนา
อุดมการณ์แบบธรรมราชา อุดมการณ์แบบผู้นำดีมีศีลธรรม มันอยู่ได้แต่สังคมชาวนา
ประเด็นสำคัญก็คือว่า ความเป็นอุดมการณ์ธรรมราชาในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
เป็นสังคมเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น globalization มากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดอุดมการณ์แบบธรรมราชาจะไม่มีพลัง มันจะอยู่ไม่ได้
แล้วอันนี้คือคนที่อยู่ในระบบแบบนี้จะกลัวที่สุด เพราะเขาไม่มีฐานอื่น
แล้วเขาไม่สามารถเห็นภาพตัวเองไปเป็นคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการค้า
เป็นเถ้าแก่ หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งได้ ธรรมราชามันเป็นบทบาทที่จำกัดคนไว้เยอะ
คุณต้องมีศีลธรรม คุณต้องเป็นคนดี คุณต้องไม่โลภ ต่อให้ในความเป็นจริงแล้วคุณจะมีธุรกิจมีพอร์ตการลงทุนไม่ต่างจากนายทุนทั่วไปก็ตาม
อุดมการณ์แบบธรรมราชาไม่มีอาวุธอื่น ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้
ไม่สามารถตั้งรัฐบาลของตัวเองได้ สิ่งที่มีคืออาวุธทางอุดมการณ์
และเราก็จะเห็นว่าในช่วงหลัง 6 ตุลา ก็จะเห็นการเล่นเกมทางอุดมการณ์มาโดยตลอด
เล่นเกมเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เล่นเกมเรื่องคอมมิวนิสต์
เล่นเกมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เล่นเกมเรื่องธรรมราชา ทั้งหมดนี้คือเกมเดียวกัน
ความขัดแย้งของปัญญาชนจากการรัฐประหาร 2549 เป็นผลผลิตของขบวนการฝ่ายนิยมสถาบันกษัตริย์ที่ทำมาตลอด
30 ปี
ผมคิดว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในกลุ่มปัญญาชนอย่างเห็นได้ชัด
ว่าปัญญาชนฝ่ายหนึ่งต้องการให้เกิดการรัฐประหารและสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร
ขณะที่ปัญญาชนอีกฝ่ายหนึ่งต่อต้านการรัฐประหารและไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือการเรียกร้องเรื่องพระราชอำนาจมาตั้งแต่ต้น
ปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยในการเมืองไทยในรอบ 50 ปี
หลังจากที่สฤษดิ์ยึดอำนาจ ความขัดแย้งในหมู่ปัญญาชนอย่างกว้างขวางแบบนี้เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อมีปัญหาระหว่างจอมพล
ป. กับจอมพลสฤษดิ์ ในช่วง 2500 และปัญญาชนแตกคอกันว่า จะสนับสนุนจอมพล
ป. หรือสนับสนุนสฤษดิ์ให้ยึดอำนาจ แต่หลังจากนั้นผมคิดว่าปัญญาชนในสังคมไทยมีความเป็นเอกภาพในทางการเมือง
1 ข้อ ก็คือต่อต้านเผด็จการอำนาจนิยม ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
คัดค้านการที่ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง
ในกรณี 6 ตุลาคม เราก็เห็นภาพที่ชัดเจนว่าปัญญาชนทั้งหมดมีเอกภาพทางความคิดว่าไม่เห็นด้วยกับเผด็จการทหาร
ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง และพูดอย่างตรงไปตรงมา ก็คือไม่เห็นด้วยกับการที่สถาบันเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอย่างเปิดเผย
แต่ในปี 2549 อันเป็นปีที่ครบรอบ 30 ปี 6 ตุลา ได้เกิดความขัดแย้งทางความคิดในหมู่ปัญญาชนอย่างรุนแรง
กว้างขวาง และนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในระดับที่ลึกซึ้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน
และผมคิดว่าความขัดแย้งนี้เป็นผลจากการต่อสู้ในปริมณฑลของปัญญาชนฝ่ายนิยมเจ้าทำในรอบ
30 ปีที่ผ่านมา
ในเชิงประวัติศาสตร์ความคิดแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนอย่างหมอประเวศวะสี
และนักวิชาการหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับหมอประเวศทั้งทางตรงและทางอ้อม
มีผลสำคัญมากในการสร้างอุดมการณ์แบบนี้ นั่นก็คืออุดมการณ์ที่บอกว่าปัญหาทางการเมืองในสังคมไทย
คือการขาดผู้นำที่มีศีลธรรมแบบธรรมราชา อุดมการณ์แบบนี้ทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเติบโตไม่ได้
ทำให้พรรคการเมืองเติบโตไม่ได้ และไม่มีวันที่สถาบันที่มาจากการเลือกตั้งจะได้รับความยอมรับว่ามีความชอบธรรมสูงสุดในสังคม
ถ้าเราพิจารณาต่อไปอีกนิด เราก็จะเห็นว่าปัญญาชนจำนวนมากที่เข้าไปสนับสนุนการรัฐประหารในทางอ้อมเป็นคนซึ่งมีกิจกรรมต่างๆ
เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คนอย่างคุณโสภณ สุภาพงษ์ คนเหล่านี้มีกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
และในที่สุดแล้วคนเหล่านี้ก็คือคนที่มีบทบาททางความคิดให้การรัฐประหารครั้งนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ทำให้ข้ออ้างต่างๆ ของคณะทหารกลายเป็นเรื่องที่ชอบธรรมและมีเหตุมีผล
ทำให้การยึดอำนาจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือกระทั่งทำให้การคัดค้านการรัฐประหารเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น
ทั้งๆ ที่คณะรัฐประหารชุดนี้ได้อ้างเหตุผลหลายข้อที่ตั้งคำถามได้ทั้งนั้น
แต่ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยก็ทำให้เรื่องที่ไม่มีเหตุมีผลนี้ฟังดูดีและยอมรับได้ขึ้นมา
อย่างเช่นเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการแตกความสามัคคีของคนในชาติ
ในสังคมประชาธิปไตยทั้งหมด ไม่มีสังคมไหนบอกว่าการแตกความสามัคคีเป็นปัญหาทางการเมือง
ไม่มี ความสามัคคีเป็นปัญหาทางการเมืองก็ต่อเมื่อเรามองการเมืองจากกรอบของความมั่นคง
มองการเมืองจากการเอารัฐและผู้มีอำนาจเป็นศูนย์กลาง นั่นต่างหากที่ทำให้ความสามัคคีเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ
ถ้ามองจากมุมประชาธิปไตยแล้ว การแตกความสามัคคีไม่ใช่ปัญหา
นอกจากนั้นแล้วเราอาจจะตั้งคำถามต่อไปได้ด้วยซ้ำว่า การสร้างระบบการเมืองที่ปิดปากคนที่ชอบทักษิณ
16 ล้านเสียง มันคือการแตกความสามัคคีทางการเมืองมากขึ้นไปอีกหรือเปล่า
และผมคิดว่านี่คือบทบาทที่ปัญญาชน คือการทำให้เหตุผลของการรัฐประหารนั้นมีความชอบธรรมขึ้นมา
ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่มีความชอบธรรม
ฝ่ายขวา พ.ศ. 2549 พูดจาละมุนละม่อม ทำงานกับประชาชน เข้าใจเอ็นจีโอและเสนอแนวคิดสมานฉันท์
ความเป็นฝ่ายขวาไม่จำเป็นต้องอยู่ในเครื่องแบบสีเขียวอีกต่อไปแล้ว
ความแตกต่างระหว่างการรัฐประหารครั้งนี้กับการรัฐประหาร 6
ตุลาก็คือ พลเรือนที่มีบทบาทในการรัฐประหารช่วง 6 ตุลานั้น
มีภาพว่าเป็นพลเรือนที่เลว เป็นพลเรือนแนวอำนาจนิยม เป็นพลเรือนที่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่า
นี่ต้องเป็นพลเรือนที่เลวแน่ๆ พูดจาแบบคนหลงยุค เป็นฝ่ายขวาแบบสถุลรส
(Bad taste) ขณะที่ในการรัฐประหารปี 2549 เราได้พบกับเกิดฝ่ายขวาแบบใหม่ที่ไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวกับฝ่ายขวาสมัย
6 ตุลา แต่เป็นฝ่ายขวาที่พูดจาด้วยภาษาที่นิ่มนวล พูดจาด้วยภาษาแบบประชานิยม
ใช้วาทกรรมแบบประชาธิปไตย วาทกรรมว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การปกครองโดยหลักรัฐธรรมนูญ
และนี่คือประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในปี 2549
นั่นก็คือ ความเป็นฝ่ายขวาไม่จำเป็นต้องอยู่ในเครื่องแบบสีเขียว
ไม่จำเป็นต้องอยู่บุคลิกที่บ้าอำนาจและมุทะลุดุดัน ฝ่ายขวาเป็นพลเรือนได้
พูดจานิ่มนวลและสุภาพอ่อนน้อมได้ แต่หลักใหญ่ทางการเมืองแล้วเหมือนกัน
นั่นคือไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยรัฐสภา ไม่ปฏิเสธการรัฐประหาร
รวมทั้งไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้ด้วยวิถีทางของรัฐสภาและหลักนิติธรรม
ฝ่ายขวาแบบนี้เกิดขึ้นและแสดงตัวเองอย่างเต็มที่ในรัฐประหารที่เกิดขึ้น
ณ 30 ปี หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เหตุผลคือชนชั้นนำในสังคมไทยมีประสบการณ์แล้วว่าพลังฝ่ายขวาแบบ
Bad taste ของคุณทมยันตี, คุณธานินทร์, หรือคุณสมัคร ไม่สามารถจะปกครองคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้
รัฐบาลของคุณธานินทร์ในช่วงหลัง 6 ตุลา เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากพลังอนุรักษ์นิยมในระดับที่รุนแรงที่สุดในสังคมไทย
เป็นรัฐบาลที่นักวิชาการฝรั่งบางคนถือว่า เป็นรัฐบาลในพระราชอำนาจอย่างเต็มที่
แต่รัฐบาลชุดนี้ปกครองสังคมไทยไม่ได้ ถูกต่อต้านแม้กระทั่งจากฝ่ายขวาด้วยกัน
กลายเป็นฝันร้ายของชนชั้นปกครองในเวลานั้นทั้งหมด
ในสภาพสังคมที่ซับซ้อนอย่างทุกวันนี้ ผมคิดว่าพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมของไทยเข้าใจว่าเขาไม่สามารถปกครองคนโดยใช้พละกำลังและวิธีการที่รุนแรงเพียงอย่างเดียวได้
เขามีบทเรียนว่าแม้การยึดอำนาจจะจำเป็น แต่ในการปกครองประชาชนหลังจากนั้น
สิ่งที่จำเป็นกว่าก็คือการมีฝ่ายขวาที่ละมุนละม่อม ทำงานกับประชาชน
เข้าใจเอ็นจีโอ พูดจาเรื่องความสมานฉันท์ของคนในชาติ ผลิตวาทกรรมเรื่องความรักความสามัคคี
ปิดปากปิดเสียงของคนที่ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการยึดอำนาจ
ความสมานฉันท์ใน พ.ศ.นี้ ไม่ต่างจากคำว่าว่า ความเป็นเอกภาพในชาติ
ในปี 2519 หรือ ความสงบเรียบร้อย ในปี 2534 นั่นก็คือมันเป็นคำขวัญทางการเมืองที่ล้างสมองให้คนยอมรับอำนาจแบบที่เป็นอยู่ไปตลอดเวลา
การเกิดรัฐประหารครั้งนี้พาสังคมไทยย้อนกลับไปถึงไหน 2475
เลยไหม
การเกิดรัฐประหารครั้งนี้ ถ้าถามว่าถอยหลังกลับไปไกลไหม ผมคิดว่าเราถอยหลังกลับไปก่อน
พ.ศ.2475 เพราะว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่
24 มิถุนายน 2475 ไม่เคยมีครั้งไหนที่องคมนตรีแสดงบทบาททางการเมืองอย่างครั้งนี้
แน่นอนว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่าองคมนตรีสำคัญกับสังคมไทย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยนั้น
จำเป็นต้องฟังเสียงจากสถาบันอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการเลือกตั้งด้วย
แต่การแสดงบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผยในช่วงก่อนรัฐประหาร
19 กันยายน รวมทั้งหลังจากนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา
ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ก็เท่ากับว่าการเมืองไทยกำลังเดินย้อนหลังไปไกลหลายสิบปี
ถ้ามองรัฐประหารครั้งนี้ในเรื่องของหลักนิติรัฐ หลักการปกครองโดยกฎหมาย
ไม่ใช่หลักการปกครองโดยอำเภอใจของคนที่มีอำนาจ รัฐประหารครั้งนี้ก็ทำให้หลักการปกครองแบบนิติรัฐถูกทำลายลงไป
เพราะในทันทีที่ยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารก็ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากประชาชน
ยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ ยกเลิกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญโดยอำเภอใจ
จากนั้นก็ประกาศให้หัวหน้าคณะรัฐประหารสามารถออกกฎหมายได้เทียบเท่ากับรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
อนุมัติงบประมาณประจำปีโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา ประกาศร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนไม่มีส่วนรู้เห็น
ฯลฯ
แน่นอนว่าชัยชนะในการรัฐประหารทำให้คณะทหารมีอำนาจ แต่พัฒนาการทางการเมืองในสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างประเพณีการปกครองแบบใหม่ที่ปฏิเสธการปกครองโดยอำเภอใจในลักษณะนี้
การรัฐประหารครั้งนี้ล้มล้างประเพณีการเมืองการปกครองที่ต่อเนื่องเป็นเวลาพอสมควร
หันไปรื้อฟื้นหลักการปกครองแบบที่จอมพลสฤษดิ์เคยใช้ นั่นก็คือคำสั่งของรัฎฐาธิปัตย์คือกฎหมาย
ใครที่มีอำนาจย่อมสามารถออกกฎหมายได้โดยชอบ ต่อให้การออกกฎหมายนั้นจะไม่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติหรือการรู้เห็นของประชาชนเลยก็ตามที
คิดในแง่หลักนิติรัฐ รัฐประหารครั้งนี้ทำให้การปกครองโดยหลักนิติรัฐของไทยถอยหลังไปราว
50 ปี
ถ้ามองรัฐประหารครั้งนี้ในแง่ของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ การอาศัยอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตย
ฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจ ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยุบเลิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
รวมทั้งประกาศใช้กฎอัยการศึกไปอย่างไม่มีกหนด ทำลายสถาบันการเมืองในระบบรัฐสภาทั้งหมดโดยอำนาจทหารที่อ้างอิงกับอุดมการณ์หลักของชาติ
รัฐประหารครั้งนี้ก็ทำให้การเมืองถอยหลังไปสู่สภาพที่เคยเกิดขึ้นในวันที่
6 ตุลาคม 2519 ซึ่งพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหมดอ้างอุดมการณ์ชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไปล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ฉีกรัฐธรรมนูญ สถาปนาการปกครองโดยทหาร
คิดในแง่อุดมการณ์แบบนี้ รัฐประหารครั้งนี้การเมืองไทยถอยหลังไปราว
30 ปี
0 0 0
บทความที่เกี่ยวข้อง
สัมภาษณ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (1) : การเคลื่อนไหว 2549 รัฐประหารของคนชั้นกลาง
สัมภาษณ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (ตอนที่ 2) : การเมืองไทยในอนาคตอันใกล้
ความคิดเห็นของผู้อ่าน
ความคิดเห็นที่ 28
เห็นด้วยกับบทความครับ
โดยเฉพาะ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนเหล่านี้เติบโตขึ้นมากับสภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
นั่นก็คือการเกิดกระแส การเมืองภาคประชาชน ที่ทำให้ความเป็น
ภาคประชาชน กลายเป็นต้นทุนทางการเมืองได้ เพราะ ภาคประชาชน
ตามนัยนี้วิพากษ์วิจารณ์ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
จึงสอดคล้องกับการเมืองแบบที่อยู่ใต้การครอบงำของอุดมการณ์ธรรมราชา
ชนชั้นนำกลุ่มเดียวที่เราจะชี้หน้าด่าอย่างเปิดเผยได้ว่าเป็นคนเลว
ไม่มีศีลธรรม คอรัปชั่น โง่ หาประโยชน์ให้พวกพ้อง ฯลฯ ก็คือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้ง
มาจากพรรคการเมือง และรัฐสภา แต่เราทำอย่างนี้ไม่ได้แน่ๆ กับชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
กับชนชั้นนำที่มาจากกองทัพ จากศาล หรือจากระบบราชการ
อันนี้ผมเห็นชัดเจนเลยจาก บอร์ดนี้ ยังมีคนบางคนคิดว่าองค์มนตรีต้องเป็นคนดีตลอด
คิดว่าการใช้กำลังเข้ายึดถูกต้องอยู่เลย บางคนในบอร์ดนี้อย่าง
"ทหาร"ยังห้ามด่าทหารด้วยซ้ำ
รัฐประหารปี 2549 เป็นรัฐประหารที่ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ
ขั้นตอนแรกคือการต่อสู้ทางอุดมการณ์เพื่อครอบงำความคิดของผู้คนในสังคม
ขั้นตอนที่สองคือการต่อสู้ทางการเมือง ขั้นตอนที่สามคือการชิงยึดอำนาจทางการทหาร
และขั้นตอนที่สี่ คือการยึดอำนาจรัฐและออกแบบกติกาบ้านเมืองให้เป็นอย่างที่ตนเองต้องการ
รายงานเสวนา นิติรัฐกับรัฐประหาร
ภายหลังการรัฐประหารและผ่านพ้นประกาศคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(คปค.)มากกว่า 30 ฉบับ วันที่ 1 ต.ค. 2549 กลุ่มนิติรัฐเสวนา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ กรรมการเสวนา
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดการอภิปรายทางวิชาการภายใต้หัวข้อ
นิติรัฐกับรัฐประหาร เป็นการโยนคำถามร้อนๆ กลับไปสู่นักกฎหมายทั้งหลายอีกครั้งว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร
และคำสั่งที่ออกมาจากคณะรัฐประหาร ทั้งนี้ ต้องใส่หมายเหตุตัวโตๆ
ว่าที่ผ่านมานั้น ฝ่ายตุลาการได้แสดงท่าทีสยบยอมให้กับอำนาจที่มาจากการรัฐประหารโดยตลอด
000
รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล
เราไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยแบบฉับพลันได้
ประชาธิปไตยแบบแดกด่วน เรากินเข้าไปแต่ทำลายหลักการทั้งหมด
หลักนิติรัฐสำคัญอย่างไร
สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเอาหรือไม่เอาทักษิณเราพูดถึงตัวระบบประชาธิปไตย
เพราะมันมีความสำคัญ เราสามารถกำหนดชะตากรรมของเราด้วยตัวเราเอง
โปรดฟังอีกรอบ.....รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดี คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวและตั้งคำถามว่าการรัฐประหารนั้นทำให้ความขัดแย้งหมดไปหรือไม่
พร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า ระบอบประชาธิปไตยก็คือความขัดแย้ง
เราไม่สามารถทำให้คนทุกคนในสังคมเห็นพ้องกันได้ และการระบุว่านโยบายของรัฐบาลทักษิณทำให้คนบางคนได้ประโยชน์และบางคนเสียประโยชน์นั้น
แน่นอนว่าทุกนโยบายต้องมีคนได้ประโยชน์ และต้องมีคนเสียประโยชน์
แต่สิ่งที่ดีของประชาธิปไตยก็คือ เราสามารถเอาทุกปัญหาความขัดแย้งมากองรวมกันและถกเถียงกันได้
เราไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยแบบฉับพลันได้
ประชาธิปไตยแบบแดกด่วน เรากินเข้าไปแต่ทำลายหลักการทั้งหมด
เรามักจะบอกว่าเป็นทางออกสุดท้าย เป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่
แต่ไม่ว่าเราจะรักหรือเกลียดทักษิณ ลองคิดถึงคุณทักษิณเมื่อสองปีที่แล้วกับสองปีนี้สิว่าต่างกันอย่างไร
มันต่างกันเพราะว่าสังคมประชาธิปไตยมันเปิดโอกาส ทำไมเราจึงไม่รอ
ท่าทีฝ่ายตุลาการไทย-อำนาจคือธรรม
รศ.สมชาย กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจาการด่าคณะปฏิรูปการปกครองฯ
แล้วเรื่องที่น่าจะให้ความสนใจก็คือการตั้งคำถามว่าระบบกฎหมายของไทยมีท่าทีอย่างไรกับการยึดอำนาจหรือการรัฐประหาร
ซึ่งหมายความว่าคำตอบที่จะต้องตอบนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับการรัฐประหารครั้งล่าสุดเท่านั้น
แต่นี่คือคือปัญหาเรื่องอำนาจที่เกิดจากการยึดอำนาจ ตั้งแต่ยุคสฤษดิ์
ยุค รสช. จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน
รศ. สมชายระบุว่า ตามที่กฎหมายอาญาบัญญัติไว้นั้นการรัฐประหารเป็นความผิดฐานกบฏอย่างแน่นอน
โดยประมวลกฎหมายอาญาระบุว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ
(1) ล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ
บริหาร ตุลาการ เป็นความผิดฐานกบฏ โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าในประเทศไทยมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก
หมายความว่ามีการกระทำความผิดฐานกบฏบ่อยครั้งมาก แต่คำถามคือว่ามีใครเคยถูกลงโทษบ้าง
มีครับ แต่สำหรับคนที่แพ้ พูดง่ายๆ คือความผิดมาตรานี้ ชนะเป็นเจ้า
แพ้เป็นโจร ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ความผิดตามมาตรานี้ไม่มีกำหนดไว้ว่าถ้าทำสำเร็จไม่ผิด
ผิดทั้งนั้น
แล้วระบบกฎหมายไทยตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร
รศ.สมชายระบุว่า ปรากฏการณ์ที่เรียกว่าชนะป็นเจ้าแพ้เป็นโจรนั้น
องค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องคือสถาบันตุลาการ พร้อมทั้งหยับยกกรณีตัวอย่างว่าในอดีต
มีการรัฐประหารเกิดขึ้นและหลายครั้งมีคนฟ้องร้องว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
คำถามคือเมื่อมีคนฟ้อง แต่ท่าทีของศาลนั้นออกมาใน 2ลักษณะคือ
ท่าทีประการแรก คือการบอกว่าการกระทำรัฐประหารนั้นเป็นความผิด
เริ่มต้นจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1874 /2492 มีการยึดอำนาจเกิดขึ้น
แล้วมีนายทหารกลุ่มหนึ่ง สนับสนุนการยึดอำนาจ ศาลก็วินิจฉัยว่าการกระทำที่เป็นการสนับสนุนการยึดอำนาจนั้นเป็นความผิด
แต่ศาลไม่ลงโทษเพราะว่ามีกฎหมายนิรโทษกรรม
ท่าทีประการที่ 2 มีคำพิพากษาวินิจฉัยสถานะของรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจ
มีข้อพิพาทว่าใครเป็นรัฐบาลโดยชอบ ศาลระบุว่าบุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารประเทศชาติ
สามารถรักษาความสงบสุขของบ้านเมืองไว้โดยปราศจาการขัดแย้งแย่งอำนาจ
ก็คือรัฐบาลที่ชอบ
คือรัฐบาลที่ตีหัวคนอื่นเรียบร้อยแล้ว นั่นแหละคือรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย
คำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายหรือไม่
รศ. สมชายระบุว่า แนวทางของศาลที่ผ่านมามีคำพิพากษาฎีกาที่เป็นบรรทัดฐานในปี
2500 ระบุว่า เมื่อคณะปฏิวัติ กระทำการได้สำเร็จ ย่อมเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง
ข้อความใดที่ออกมาก็ถือว่าเป็นกฎหมาย แม้จะไม่ได้ลงพระปรมาภิไธย
รศ. สมชายกล่าวว่า การที่ศาลมีท่าทีเช่นนี้เป็นรากฐานที่สำคัญของปรากฏการณ์แพ้เป็นโจร
ชนะเป็นเจ้า และสิ่งที่ตามมาก็คือ รูปแบบที่คณะปฏิวัติทำเหมือนๆ
กัน ก็คือเมื่อยึดอำนาจเสร็จแล้ว ก็จะฉีกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา
จากนั้นก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับความผิดฐานกบฏของตัวเอง
รศ. สมชายระบุว่า นอกเหนือจากฝ่ายตุลาการที่ยอมรับในอำนาจของคณะปฏิวัติที่ผ่านๆ
มาโดยตลอดแล้ว ท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นไปในทางเดียวกัน
โดยฝ่ายนิติบัญญัติได้แสดงอาการยอมรับเอาคำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย
โดยได้ยกตัวอย่างปี 2514 ซึ่งจอมพลถนอมยึดอำนาจตัวเอง จากนั้น
นายอุทัย พิมพ์ใจชน และนักการเมืองรวม 3 คน ฟ้องว่าจอมพลถนอมเป็นกบฏ
แต่ศาลตัดสินว่าทั้งสามคนนี้ไม่ใช่ผู้เสียหาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือจอมพลถนอม
ออกคำสั่ง จำคุกอุทัย พิมพ์ใจชนและนักการเมืองที่ฟ้องร้องเขารวม
3คน ให้ติดคุก 10 ปี โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม
แต่เมื่อจอมพลถนอมสิ้นอำนาจลง กว่าที่ดำเนินการถอนคำสั่งของจอมพลถนอมได้นั้น
องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติฯ ต้องดำเนินการตามกระบวนการนิติบัญญัติจนครบทุกขั้นตอน
เป็นการแสดงการยอมรับสถานะทางกฎหมายของคำสั่งที่อาศัยอำนาจของคณะรัฐประหาร
คำสั่งของคณะรัฐประหารได้ผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายไทย
ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ แต่ทั้งหมดจะโทษฝ่ายตุลาการหรือนิติบัญญัติเท่านั้นไม่พอ
อะไรคือรากฐาน ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่เป็นแนวคิดแบบปฏิฐานนิยม
ตั้งแต่สมัยกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
คือกฎหมายเป็นคำสั่งของผู้ปกครองคือสิ่งที่เรียกว่าอำนาจคือธรรม
ผมคิดว่าอิทธิพลทางความคิดของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ตราบเท่าที่ยังไม่มีคนวิจารณ์
ผมคิดว่าเราจะเปลี่ยนท่าทีต่อรัฐประหารได้ยากมาก และอิทธิพลนี้ก็ได้สืบทอดมายังนักกฎหมายรุ่นหลังๆ
ด้วย เช่น หยุด แสงอุทัย ซึ่งให้คำอธิบายว่า การปฏิวัติการยึดอำนาจแม้จะเป็นเหตุที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่ไม่เป็นเหตุให้รัฐบาลไม่สมบูรณ์ สอง ถ้าล้มล้างรัฐบาลเก่าได้
ก็สามารถใช้อำนาจออกกฎหมายบังคับกับประชาชนได้... นี่คือตัวอย่างคำอธิบายของนักกฎหมายไทย
ตัวอย่างอื่น เช่นวิษณุ เครืองาม
ให้คำอธิบายว่า เวลาจะอธิบายว่าคำสั่งของคณะรัฐประหาร ให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ
ถือให้คำสั่งนั้นเท่ากับรัฐธรรมนูญ เรียบง่ายชัดเจนแต่หยาบคายต่อระบอบประชาธิปไตย...คือรัฐธรรมนูญในทัศนะของผมควรจะเป็นความคาดหวังร่วมกันของคนในสังคมน่ะ
รศ. สมชาย ย้ำว่า รากฐานที่สำคัญคือการที่ระบบกฎหมายไทยไม่ตั้งคำถามต่อรัฐประหาร
เป็นการยอมรับแบบเซื่องๆ และกฎหมายนิรโทษกรรมไม่เคยถูกปฏิเสธ
โดยกรณีตัวอย่างที่เจ็บปวดที่สุดก็คือการนิรโทษกรรมให้ตัวเองของคระรัฐประหารปี
พ.ศ. 2534 ซึ่งศาลให้การยอมรับกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนั้น และส่งผลให้ญาติวีรชนเดือนพฤษภาคม
2535 แพ้คดีไปในที่สุด โดยศาลยกเอากฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นเป็นเหตุในการยกฟ้อง
ถ้าเรารังเกียจทักษิณว่ามัน conflict of interest ทำไมกฎหมายไทยรับ
conflict of interest โดยดุษณี ไม่เกิดการพัฒนาหลักการบางอย่าง.....ทั้งหมดนี้ระบบกฎหมายไทย
สถาบันตุลาการองค์กรนิติบัญญัติ นักกฎหมาย เป็นเพราะปัญหาของระบบกฎหมายไทย
ส่งเสริมให้วัฒนธรรมอำนาจเติบโตงอกงามอยู่ในสังคมไทย....คุณต้องไม่ยอมรับว่าการนิรโทษกรรมตัวเองนั้นสามารถทำได้
อย่ายอมรับ
000
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
รัฐประหารก็คือรัฐประหาร อย่าไปเอาเรื่องการนองเลือดหรือไม่นองเลือดมาตัดสินความชอบธรรม
สถานะของรัฐบาลรัฐประหารในทางระหว่างประเทศ
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช จากภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่าในปัจจุบันประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันถัดจากการรัฐประหารหุ้นตกทั่วโลกเหมือนกันหมด อย่าคิดว่ารัฐประหารประเทศหนึ่งจะมีผลอยู่เฉพาะในประเทศและคนไทยก็ถูกปิดหูปิดตาว่าไม่มีการต่อต้าน
และไม่รู้ว่าจากต่างประเทศเขามองเราอย่างไร
ผมลองยกตัวอย่างง่ายๆ องค์กรจัดอันดับความเสี่ยงต่อการรัฐประหารทั่วโลก
พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับกลาง ผมไม่แน่ใจว่าการจัดอันดับนี้ทำก่อนหรือทำหลังวันที่
19 แต่บางประเทศที่ดูด้อยพัฒนามากๆ เขามีความเสี่ยงน้อยมาก
เรามัวแต่ชื่นชมว่าเราเป็นรัฐประหารที่ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ
ซึ่งก็ไม่ได้มีเฉพาะประเทศเราประเทศเดียว การรัฐประหารที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ
1990 ที่สุรินัมก็เหมือนกัน ปี 2005 มัวลิตาเนียอยู่ทางตอนเหนือของอัฟริกาก็มี
ปฏิวัติที่ปากีสถาน ก็ไม่มีการนองเลือด
เพราะฉะนั้นรัฐประหารก็คือการรัฐประหาร อย่าไปเอาเรื่องการนองเลือดหรือไม่นองเลือดมาตัดสินความชอบธรรม
รศ.ประสิทธิ์ กล่าวว่าในทางระหว่างประเทศนั้นไม่ได้มีกฎหมายระหว่างประเทศระบุห้ามทำรัฐประหาร
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เป็นกิจกรรมภายในของประเทศนั้นๆ
แต่แน่นอนว่าจะมีประเด็นทางกฎหมายตามมามากมาย
ทั้งนี้ รศ.ประสิทธิ์ได้แยกประเด็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาในทางระหว่างประเทศ
2 ประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือ การรับรองรัฐบาล และการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
ประเด็นการรับรองรัฐบาลนั้น โดยปกติเป็นดุลพินิจของแต่ละประเทศ
ประเทศอื่นอาจจะรับรองหรือไม่รับรองรัฐบาลไทยก็ได้ และขณะนี้ก็มีข่าวระบุว่าสหรัฐจะตัดงบความช่วยเหลือทางทหาร
ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐเคยทำเมื่อครั้งที่เกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
(รสช.)
อีกประเด็นคือ การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
รัฐบาลพลัดถิ่นคือบุคคลคนเดียวซึ่งโดยปกติเป็นผู้นำของรัฐหรืออาจจะเป็นคณะบุคคลก็ได้
แต่ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศและประกาศว่าตัวเองเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นแต่จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
และขึ้นกับแรงสนับสนุนจากต่างประเทศด้วย
ทันทีที่มีการตั้งรัฐบาลสำเร็จจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร
จะมีผลตามมามากมายมหาศาล คือรัฐบาลพลัดถิ่นจะเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรมในทางระห่างประเทศ
สามารถนั่งในยูเอ็นและมีความสามารถในการจัดการทรัพย์สินของรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ
การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแต่ในอดีตไม่มีใครพูดและคนที่แพ้รัฐประหารก็ไม่มีใครพูด
ผมคิดว่าคราวต่อไป เราอาจจะใช้ตรงนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งในการต่อสู้กับรัฐประหาร
เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้มองในมิติระหว่างประเทศ
รศ.ประสิทธิ์ได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจว่า เคยมีกรณีที่รัฐบาลต่างประเทศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ประเทศอังกฤษและประสบความสำเร็จ
ประธานาธิบดีของไซปรัสถูกรัฐประหาร คนนี้ได้รับความนิยมจากรากหญ้ามากเคยถูกลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จ
แล้วไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ต่างประเทศที่ประเทศอังกฤษ กรุงลอนดอน
และได้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง
รศ. ประสิทธิ์ ย้ำว่าการที่รัฐบาลประเทศอื่นๆ จะรับรองรัฐบาลของไทยที่มาจาการรัฐประหารหรือไม่นั้นขึ้นกับนโยบายหรือดุลพินิจของประเทศนั้นๆ
แต่การที่ คปค. เชิญบรดาทูตมา และบอกว่า คปค. จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศนั้น
ไม่ได้หมายความว่าทูตที่มาฟังการชี้แจงได้แสดงการรับรองคณะรัฐประหาร
แต่ แต่เขาต้องปกป้องผลประโยชน์และดูแลคนของประเทศเขา และต่างประเทศก็กำลังจับจ้องมองอยู่ว่ารัฐบาลของเราจะมีหน้าตาอย่างไร
000
รศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
หากสังคมไทยยอมรับและรู้สึกว่าการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วแบบการรัฐประหารนั้นดี
ก็ควรจะเลิกระบบประชาธิปไตยไปเลย
ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร หลักนิติรัฐก็ถูกทำลายลงด้วย
รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กล่าวว่า หลังจากวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านประเด็นที่ต้องพูดไม่ใช่เรื่องทักษิณแล้ว
แต่ว่าจะทำอย่างไรที่รัฐธรรมนูญถูกฉีกไปอย่างง่ายดาย
พร้อมกันนี้ รศ.ดร. วรเจตน์ได้อธิบายว่า หลักนิติรัฐนั้นคือ
รัฐที่กฎหมายเป็นใหญ่ ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนกัน
ยอมรับว่าคนจะเชื่อใจการใช้อำนาจของรัฐได้ ว่าจะไม่ออกมารังแกประชาชน
ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร หลักนิติรัฐก็ถูกทำลายลงด้วย ไม่ว่าจะนองเลือดหรือไม่นองเลือดก็ตาม
สิ่งซึ่งคุ้มครองเราทั้งหลายสิทธิเสรีภาพทั้งหลายถูกจำกัดลง
แม้เราไม่รู้สึก จริง ๆแล้วมันไม่เหมือนเดิมแล้ว
ในแง่ของการรัฐประหารนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และระบบกฎหมายไทยก็แสดงท่าทีรับรองการรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ
การกระทำใดๆ ก็ตามที่คณะรัฐประหารทำไปนั้นย่อมชอบธรรมเสมอ
จริงๆ เรื่องพระราชกำหนดนิรโทษกรรม มีการพูดกันว่าพระราชกำหนดนิรโทษกรรมนั้นมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือชอบด้วยกฎหมาย.....พระราชกำหนดนิรโทษกรรมนั้นมันทำได้หรือไม่
การกระทำซึ่งผิดและไม่ต้องรับโทษ กับการกระทำที่ไม่ผิดเลยต่างกันมาก
ระบบกฎหมายเราบอกว่าถ้ามีการฆ่าคนตายนั้นเมื่อมีการนิรโทษกรรมแล้ว
การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด โชคดีว่ายังไม่มีสภาพการณ์แบบนั้นขึ้นในสังคมไทย
สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะไม่จัดการเอาคนที่ตัวเองไม่ชอบออกไปด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
รศ.ดร. วรเจตน์กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องออกแถลงการณ์ประณามการรัฐประหารว่า
สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะจัดการเอาคนที่ตัวเองไม่ชอบออกไปโดยรู้จักอดทนเพียงพอที่จะแก้ปัญหาไปตามลำดับไม่ใช้โดยการฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อจะเอาคนที่ตัวเองไม่ชอบออกไป
และที่ผ่านมา การเมืองไทยก็ได้แสดงให้เห็นว่าทางออกของการแก้ปัญหานั้นได้ดำเนินมาเป็นลำดับหากสังคมไทยเดินไปสู่การเลือกตั้ง
แล้วมีการปฏิรูปการเมือง อย่างน้อยก็มีฐานความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย
แต่การรัฐประหารไม่มีพื้นฐานของความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง
และหากสังคมไทยให้การยอมรับการรัฐประหารวันหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นจารีตของสังคมไทยก็ได้
อำนาจของคนในสังคมจะไม่มี แต่มันถูกจำกัดกำหนดโดยคนกลุ่มหนึ่ง
ท่านจะพบว่าเรามีคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่ พรรคฝ่ายค้านก็ยอมรับว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
ศาลก็เข้ามาแก้ปัญหาเรื่อง กกต. ไม่เป็นกลาง แน่นอนว่าเป็นได้ว่าหลังจากมีการเลือกตั้งแล้วจะไม่เป็นไปอย่างใจใคร
จะมีการต่อสู้กันในทางความคิด ผมก็รับได้ ก็เพราะประชาธิปไตยมันคือการอยู่ร่วมกันให้ได้
ผมก็มองในแง่ดีว่าเราจะเดินไปสู่การเลือกตั้ง คุณทักษิณก็อาจจะต้องเว้นวรรค
และจะเกิดการปฏิรูปตามวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนว่ามีข้อเสียคือมันช้ามันต้องใช้ความอดทน
คนชั้นกลางอาจจะทนไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่ามันมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพี่น้องร่วมชาติที่ต้องการเดินทางไปสู่จุดนั้น
ส่วนการรัฐประหารนั้นข้อดีคือมันเร็ว แต่ท่านสังเกตไหมครับว่า
มันผันแปรไปตามอำเภอใจ หมายความว่ากฎเกณฑ์ที่ออกมาแล้วหลังจากนั้นสองวันไม่ดี
ก็แก้ใหม่
ทั้งนี้ รศ.ดร. วรเจตน์กล่าวว่า หากสังคมไทยยอมรับและรู้สึกว่าการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วแบบการรัฐประหารนั้นดี
ก็ควรจะเลิกระบบประชาธิปไตยไปเลย
ปัญหามีอยู่ต่อไปว่าทำไมการรัฐประหารเที่ยวนี้จึงถูกมองว่าชอบธรรม
และผมถูกกล่าวหาว่าไร้เดียงสาทางการเมือง จริงๆ เราคิดนะครับ
และในทางวิชาการ เราก็พูดไปตามหลักตามวิธี ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณแต่แรก
มันเป็นประเด็นเรื่องฉีกรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าคุณทักษิณอาศัยกรอบรัฐธรรมนูญเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันกำลังพัฒนาไปสู่จุดนั้น
แล้วทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงต้องส่งเทียบเชิญให้มีการรัฐประหาร
เพราะไม่อดทน ใจร้อน แต่ถามว่ามันจบหรือครับ เราจะต้องอยู่ในสภาวะอย่างนี้อีกอย่างน้อย
1 ปี จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
รศ.ดร.วรเจตน์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเคลื่อนไหวไม่ให้ พ.ต.ท.
ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าประเทศไทยด้วยว่า ไม่มีใครมีสิทธิที่จะห้ามคนอื่นเข้าประเทศ
หากคนๆ นั้นเป็นคนไทยเขาย่อมต้องมีสิทธิเดินทางเข้า-ออกประเทศของ
คุณมีสิทธิชุมนุม ผมก็สนับสนุนคุณ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับประเด็นการชุมนุม
รศ.ดร.วรเจตน์กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากพ้น 2 สัปดาห์ที่
คปค.ให้สัญญาไว้ว่า ไม่มีการรัฐประหารที่ไหนที่จะลงจากอำนาจ
2 สัปดาห์ เหตุผลหนึ่งก็คือการรัฐประหารซ้อน เพราะฉะนั้นต้องมีการสืบทอดดังที่เห็นอยู่ว่าคปค.
จะเปลี่ยนสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคง
ถ้าถามผม ผมไม่ได้เป็นคนใจร้อนหรอก ถ้าในเรื่องการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
ผมใจเย็นพอที่จะรอได้ เอาละตัวระบบมันจะขับเคลื่อนไป สังคมไทยจะได้คุณค่าและอุดมการณ์อย่างหนึ่ง
เราจะโตขึ้นอย่างยั่งยืน ทุกวันนี้เราถอยหลังกลับไป ต้องใช้เวลาบ่มเพาะและสร้างมันขึ้นมาใหม่
ให้ท่านร่างรัฐธรรมนูญดีแค่ไหน รัฐธรรมนูญก็เป็นแค่เศษกระดาษ
เราใช้วาทกรรมเรื่องการนองเลือดเป็นฐานความชอบธรรม เราดูถูกคนของเรามากขนาดนั้นเลยหรือ
สำหรับอนาคตของสังคมไทยจากนี้ รศ.ดร. วรเจตน์ ระบุว่า สิ่งที่
คปค. ระบุไว้ว่าหลังจากประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวแล้ว
ก็จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็จะมีการเลือกตั้งนั้น รศ.
ดร.วรเจตน์ขอเสนอในทางกลับกันก็คือ รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีขึ้นนี้จะต้องจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
แล้วจากนั้นรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะทำหน้าที่ปฏิรูปการเมือง
เพราะการปฏิรูปการเมืองไม่สามารถทำได้ภายใต้บรรยากาศกฎอัยการศึก
รศ.ดร.วรเจตน์ กล่าวถึงการที่คนให้การยอมรับการรัฐประหารว่าเป็นทางออกทางเดียวว่า
ก่อนหน้านี้ก็มีการพูดกันว่า นายกฯ พระราชทานเป็นทางออกเพียงทางเดียว
ผมไปออกรายการทีวีรายการหนึ่งก็มีการตั้งประเด็นและคำถามที่สะเทือนใจว่าต้องให้มีการนองเลือดก่อนหรือจึงจะสามารถมีนายกพระราชทานได้
สิ่งที่ต้องถามคือทำไมสังคมไทยซึ่งเจริญมาถึงขนาดนี้ คนในสังคมไม่มีสติปัญญาเพียงพอแล้วหรือ...เราใช้วาทกรรมเรื่องการนองเลือดเป็นฐานความชอบธรรม
เราดูถูกคนของเรามากขนาดนั้นเลยเหรอครับ เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ไม่เพียงพอหรือครับที่เราจะหลีกเลี่ยง
ผมคิดว่าความเชื่อมันทำให้คนฆ่ากัน
และความเชื่อในทางศาสนาก็ทำให้คนฆ่ากันเพราะมันทำให้มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าอีกฝ่ายหนึ่งมันผิดร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่รู้จักแยกแยะ สังคมอย่างนี้มันน่าอยู่หรือครับ
เราต้องยอมรับว่าคุณทักษิณมีปัญหาบุคลิกภาพ และมีประโยชน์ทับซ้อน
แต่ยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ แต่ปัญหาของทักษิณ เป็นปัญหาระดับนโยบายด้วยในแง่การนำหรือการพาประเทศซึ่งคนในสังคมต้องพูดกัน
เช่นกรณีการนำเอาหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน มีคนบอกว่านโยบายแบบนี้ขัดกับศีลธรรมซึ่งผมรับได้
แต่ปัญหาคือพอได้เงินมาแล้วคุณใช้เงินอย่างไร ผมรับไม่ได้ที่นายกทักษิณ
เดินไปต่างจังหวัด โดยมีผอ. กองสลาก เดินตามมันไม่เป็นระบบ
สังคมไม่ได้มีทางเลือกเดียว เว้นเสียแต่ว่ามันไม่ทันใจ
แต่ถ้าเกิดคุณเอาทุกอย่างมารวมกันเป็นประเด็นแหลมคมเพียงประเด็นเดียว
แล้วบอกต้องรัฐประหาร แล้วฉีกรัฐธรรมนูญ ผมไม่เชื่อว่าทางออกของสังคมมีทางเลือกเดียว
เว้นเสียแต่ว่ามันไม่ทันใจ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ ก็เชิญผมก็ไม่เอาด้วยคนหนึ่ง
ผมก็ยังรักระบบยิ่งกว่าเรื่องตัวคนและผมเชื่อว่าคุณทักษิณ
นั้น อำนาจที่เคยมีมาอย่างสูงสุดถูกกระบวนการประชาธิปไตยกัดเซาะลง
ถ้าไม่เชื่อ สังคมไทยก็จะไม่มีการเรียนรู้ถึงคุณค่าความหมายที่แท้จริงของประชาธิปไตย
ไม่มีสิทธิเรียนรู้เรื่องการกำหนดโชคชะตาหรือวิถีชีวิต เราจะไม่มีวันเรียนรู้
ปัญหาก็คือว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าในระยะถัดไป
....ในฐานะนักวิชาการ ผมขออย่างเดียวขอให้เรามีโอกาสได้พูด
ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเสรีภาพตรงนี้ไม่มี ผมคิดว่าผมเองก็มีความชอบธรรมที่จะลุกขึ้นยืนและจะด้วยอะไรก็ตามก็ต้องเอาเสรีภาพนี้กลับมา
ความคิดเห็นของผู้อ่าน
ความคิดเห็นที่ 28
( คนไทยคนที่2)
นับว่าประเทศไทยยังคงมีคนที่รักความยุติธรรมและรักเคารพประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
และไม่ได้เพ้อฝันอยู่บนหอคอยงาช้าง เพราะมันคือความจริงที่สามารถปฏิบัติได้
ดังที่นักวิชาการที่แท้จริงสามคนอันได้แก่อาจารย์สมชาย ประสิทธิ์
และวรเจตต์ จุดยืนของทั้งสามท่าน นับเป็นการแสดงถึงบุคคลที่เคารพและเข้าใจประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ประเทศไทยนั้นยังคงมืดบอดทางด้านสติปัญญา การหลอกตัวเอง การโฆษณาชวนเชื่อ
ให้หลงอยู่กับยุคทาส ที่ไม่ยอมพัฒนาตนเองให้ก้าวพ้นไปได้ ทั้งๆที่รัฐบาลทักษิณได้วางรากฐานไว้ได้อย่างดีพอสมควร
ใครจะไปคิดว่า คนที่เล่นบทบาทเดิม จะกล้ากระทำอีก จะกล้าที่จะฉุดกระชากลากถุประเทศชาติของตนรวมทั้งประชาชนที่เป็นเหยื่อบริสุทธิ์ให้ต้องกลับลงสู่วงจรอุบาทกืที่ชั่วร้ายแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก
มันเป็นเรื่องที่ตลกแบบขมขื่นที่สุด ต่อประเทศที่อ้างว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ(คำว่าไทยแปลว่าเสรี)
กลับเป็นประเทศที่มีการล้มล้างรัฐบาลทำรัฐประหารมากที่สุดในโลก
นับตั้งแต่ปี2475เป็นต้นมา
ให้ไปดูไทม์ไลน์หรือโครโนโลยี่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั่วโลกนับตั้งแต่ปี2475ลงมาดูได้ว่าประเทศไหนในโลกใบนี้ที่มีการทำรัฐประหารบ่อยที่สุดถ้าหากไม่ใช่ประเทศไทย
ขนาดพม่า เขมร ลาวเวียตนาม อินโดเนเซีย มาเลเซียเกาหลีใต้ชิลี
อาเจนติน่า โคลัมเบีย ปารากวัย ซูดานซิมบับเว่าเซีร่าลีโอนส์
ระวันด้าคองโก ลิเบียจนกระทั่งอิรัค อาฟกานิสถานปากดีสถานซูรินัมเนปาล9ล9
ทั้งๆที่ประเทศที่กล่าวนามมาเหล่านี้ล้วนเคยตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษฝรั่งเศษและเสปญมาแล้วทั้งสิ้น
แต่ทว่าประเทศเหล่านั้นก็ยังมีการรัฐประหารน้อยกว่าประเทศไทย
ถ้าหากใครไม่ได้เข้าไปดุในโครโนโลยี่ของโลกที่ผ่านๆมาก็คงจะไม่ทราบและคงหลงคิดว่าประเทศไทยของตนนั้นแสนสงบสุขแต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่
คำนิยามที่ใช้จัดแบ่งการทำคุปเดอ เทต์ของไทยนั้นมันจัดอยู่ในชนิดการ์เดียน
คุปเดอเทต์นั่นคือพวกสมบัติผลัดกันชม แต่ประชาชนล้วนตกเป็นเหยื่อ
ยังรู้สึกดีใจที่มีคนที่คิดเห็นเหมือนกันนั่นคือการที่อาจารย์ประสิทธิ์
พูดถึงการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ซึ่งนี่คือแนวทางหนึ่งที่จะสามารถใช้ในการต่อต้านการกระทำรัฐประหารได้อย่างได้ผล
ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น เพราะนี่เป็นหนทางที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตยที่จำเป็นที่จะต้องรักษารัฐบาลที่ชอบธรรมและถูกกฏหมายเอาไว้
และเป็นการต่อต้านรัฐบาลเถื่อนที่มาจากการลากตั้งหรือจากการทำรัฐประหาร
เพราะในสังคมที่อารยะหรือศิวิไลซ์แล้วย่อมไม่สามารถที่จะยอมรับต่อการทำรัฐประหารได้
เพราะการทำรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ปล้นและทำลายสิทธิเสรีภาพทุกอย่างไปจาก
พลเมือง แบบชนิดที่ไม่อาจจะยอมรับได้ เพราะศตวรรษที่21
ไม่ใช่ศตวรรษที่9ที่11ที่14จนถึงศตวรรษที่18ที่มีการฆ่าฟันทำลายล้างชีวิตมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดร้ายจากพวกที่ตั้งตนเป็นผู้ที่คือข้าคือกฏหมายสั่งให้ใครตายต้องตาย
ใครเป็นต้องเป็น เพราะนั่นมันยุคมืดแห่งประวัติศาสตร์
ทำไมประชาธิปไตยในประเทศที่เขาอารยะแล้วมันจึงถึงยั่งยืนและมั่นคง
แต่ทำไมของไทยมันถึงลุ่มๆดอนๆ มันเป็นสิ่งที่ประชาชนไทยที่รักเสรีภาพจะต้องนำมาคิด
และใคร่ครวญว่าอะไรคือตัวปัญหา อะไรคือตัวแห่งการขาดความอดทน
ในการที่จะยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นที่แตกต่าง
ระบอบประชาธิปไตยนั้นมันคงไม่ใช่แค่คำพูดที่หลอกๆแบบตอนนี้ที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย
แต่ที่ไหนได้ทรราชเต็มขั้นไม่ต่างไปจากยุคสฤษดิ์ถนอมและยุคหอย
ไม่ต่างกันเลยในเนื้อหาดังดุได้จากธรรมนูญการปกครอง ทั้ง39มาตรา
และถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งยังอาจกล่าวได้ว่าถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่ายุคสฤษดิ์เสียอีก
ถึงแม้นจะไม่มีมาตรา17แบบยุคสฤษดิ์ก็ตาม
มันเป็นเรื่องที่น่าตลกหรือเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ในการออกกฏหมายที่นิรโทษกรรมตนเอง
นักกฏหมายที่สามารถร่างมาตรานี้เอาไว้ต้องบอกว่าเป็นพวกที่ขายวิญญานของตนเองให้กับพวกที่ชอบกดขี่คนอื่นให้เป็นทาส
และเป็นพวกที่ไม่เคยเห็นพลเมือง ว่าเป็นคน
ทุกครั้งที่อ่านบทความที่พวกต่างชาติเขียนถึงประเทศไทยมันช่างขมขื่น
เพราะพวกนี้มักเขียนว่าคนชนะคือคนที่เขียนประวัติศาสตร์ (นั่นแปลว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเชื่อถือไม่ได้เลยเพราะไม่เคยมีนักประวัติศาสตร์ตัวจริงที่กล้าที่จะบันทึกเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้น)
อย่าลืมว่าโลกใบนี้ยังมีศาลอาญาระหว่างประเทศหรือศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศที่จะยังคงสามารถที่จะใช้กับพวกที่ทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย
ประเทศไทยไม่ได้อยุ่คนเดียวในโลก ถ้าหากประชาคมโลกบอยคอต อะไรจะเกิดขึ้นต่อพลเมืองที่บริสุทธิ์เหล่านี้ที่จะต้องตกเป็นเหยื่อ
ถ้าหากประเทศไทยต้องถูกปิดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ ถุกปิดล้อมทางด้านเทคโนโลยี่
และทุกอย่างอะไรมันจะเกิดขึ้น เศรษฐกิจมันก็จะต้องพังพินาศ
ผุ้คนจะต้องตกงาน เพราะสินค้าที่ทำขึ้นมาขายไม่ได้ เทคโนโลยี่ก็จะต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนามีแต่ดิ่งถอยหลังเหตุการณืเหล่านี้มันเคยได้ปรากฏมาแล้วตั้งแต่ยุค
ร.ส.ช ครั้งแรกแล้วที่เมื่อทำลงไปแล้ว เศรษฐกิจของไทยก็ดิ่งลงเหวมาตลอด
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งๆที่เขาต้องประสบกับสงครามกลางเมืองที่กินระยะเวลาอันยาวนานจนกระทั่งแทบไม่มีเวลาพัมนาประเทศเขาก็ยังสามารถที่จะก้าวกระเถิบขึ้นมาในขณะที่ประเทศของเราทั้งๆที่ไม่มีสงครามกลางเมืองกลับถอยหลังเข้าคลอง
ของมันเคยเห็นอย่างชัดเจน แต่ไม่เคยที่จะจดจำมัน คิดแต่จะเล่นแต่เก้าอี้ดนตรีสมบัติผลัดกันชมโดยเอาประชาชนเป็นเหยื่อ
ประชาธิปไตยของไทยนั้นต้องบอกว่ามันตายไปแล้ว ทำอย่างไรจะให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นคืนชีพ
นี่คือภาระอันศักดิ์สิทธิ์ของคนไทยหรือพลเมืองไทยที่รักความเป็นธรรมและรักเคารพหวงแหนต่อระบอบประชาธิปไตยต้องเรียกร้องเอากลับคืนมา
มันคือภาระอันศักดิ์สิทธิ ที่คนไทยที่มีวิญญาณแห่งเสรีชนจะต้องลุกขึ้นมาอีกครั้ง
เพื่อนำประชาธิปไตยกลับคืนมา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็นที่ 34
(ธรรมาธิปไตย )
เนื่องจากประเทศไทยของเรานั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการนำเอาประชาธิปไตยแบบฝรั่งมาใช้ในการปกครองประเทศ70กว่าปีที่ผ่านมา
จึงได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่าประเทศไทยไม่เหมาะแก่การปกครองแบบเผด็จการทหารและประชาธิปไตย
ดังนั้น จึงได้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราจะต้องมีระบบการปกครองแบบใหม่ที่เป็นของตัวเอง
โดยไม่ต้องไปเลียนแบบใคร นั้นคือการปกครองในระบอบธรรมมาธิปไตยคือมีธรรมเป็นใหญ่ในการปกครองประเทศ
ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะให้ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งได้ผ่านการบวชเรียนมาเป็นเวลา
3 เดือนที่จังหวัดหนองคาย
เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อวางรูปแบบการปกครองในระบอบธรรมาธิปไตยไว้ให้เรียบร้อยภายในหนึ่งปี
ดังนั้นผมคาดว่า ผู้ที่จะเข้ามาร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น
หรือสมาชิกสภานิติบัญญัตตินั้น น่าจะมาจากพระระดับเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งกันใหม่
โดยไม่ห้ามพระภิกษุสามเณรลงเล่นการเมือง
เนื่องจากเป็นการปกครองในระบอบธรรมมาธิปไตย
ดังนั้น ผู้คัดค้านก็ไม่ควรออกมาคัดค้านให้มากนัก เพราะเรากำลังจะได้มีระบอบการปกครองแบบใหม่ตามแบบฉบับของเรา
ซึ่งคาดว่าจะแก้ปัญการทุจริตคอรัปชั่น หรือผู้นำขาดไร้ซึ่งจริยธรรมได้ในระดับที่น่าพอใจ
จากนั้นประเทศของเราก็จะเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขที่สุดในโลก
นักวิชาการชี้ คนชั้นล่างจะนำประชาธิปไตยกลับคืนมา
7 ต.ค.2549 เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี 6 ตุลาคม 2519
สมาพันธ์ประชาธิปไตยและองค์กรภาคีร่วมกันจัดมหกรรมตุลาประชาธิปไตย
ตั้งแต่วันที่ 6-14 ตุลาคม โดยในวันนี้ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)
มีการจัดเสวนาเรื่อง พัฒนาการสังคมไทยจากวิกฤต 6 ต.ค.19 จนถึงวิกฤตกุมภาพันธ์
2549 สังคมไทยก้าวหน้าหรือถอยหลัง' มีวิทยากรคือ ดร.วรเจตน์
ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มธ. ศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์
มธ. ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ วิเคราะห์ถึงการเกิดรัฐประหารครั้งนี้ว่า
รัฐบาลไทยรักไทยซึ่งเป็นกลุ่มทุนใหม่และมีความเข้มแข็งจากการออกแบบของรัฐธรรมนูญปี
2540 ได้เข้ามาบริหารประเทศในแนวทางประชานิยม และเปิดเสรีการค้า
การลงทุน เชื่อมโยงกับระบบโลกาภิวัตน์อย่างเต็มที่ ทำให้กระทบผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเก่าและเกิดความขัดแย้งอย่างหนัก
ขณะเดียวกันการดำเนินนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลก็ไม่โปร่งใส
เกิดความผิดพลาด ทำให้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ
ซึ่งในครั้งนี้ก็มีการวางแผนมาอย่างดี โดยเริ่มต้นขับไล่มาตั้งแต่ต้นปี
เหมือนกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการวางแผนมาอย่างดีเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ดร.พิชิต แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยการรัฐประหาร
พร้อมทั้งระบุว่าพลังชนชั้นกลางที่เคยเป็นพลังประชาธิปไตยในอดีต
ถึงวันนี้ได้กลายเป็นพลังเผด็จการไปแล้ว และแกนนำประชาธิปไตยทั้งหลายที่สนับสนุนการัฐประหารครั้งนี้ไม่ควรอ้างตัวเป็นนักประชาธิปไตยอีกต่อไป
บทบาทของคนชั้นกลางที่จะเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้หมดลงแล้ว
นับแต่นี้ไป ประชาชนในชนบท ชนชั้นล่าง จะเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแทน
และเขาจะเป็นคนนำประชาธิปไตยกลับคืนมา ดร.พิชิตกล่าว
ดร.พิชิต กล่าวสรุปถึงแนวทางที่ควรจะผลักดันในอนาคตว่า ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องชูธงชาติไทยสามผืน
คือ ธงประชาธิปไตย ธงโลกาภิวัฒน์ และธงความเป็นธรรมทางสังคม
ธงสามผืนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เกื้อกูลสนับสนุนและเป็นเงื่อนไขให้แก่กัน
เพราะไม่อาจมีประชาธิปไตยถ้าไม่มีโลกาภิวัฒน์ และไม่อาจมีโลกาภิวัฒน์ถ้าไม่มีประชาธิปไตย
แต่ทั้งประชาธิปไตยและโลกาภิวัฒน์จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและก่อเป็นดอกผลแห่งการพัฒนาก้าวหน้าที่ยั่งยืนได้นั้นก็จะต้องสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจ
สังคม และจิตใจของประชาชนได้ สามารถแจกจ่ายประโยชน์ของประชาธิปไตยและโลกาภิวัฒน์ไปในหมู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมได้
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ วิเคราะห์ว่า ระบบราชการถือเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ถูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในช่วงรัฐบาลทักษิณ
เพราะการเมืองไทยในยุคก่อนนั้นรัฐบาลกำหนดนโยบายบนฐานของระบบราชการ
จนกระทั่งถึงสมัยของไทยรักไทย มีการริเริ่มนโยบายมากมายที่ไม่ได้มาจากระบบราชการ
ราชาการแทบไม่มีบทบาท และรัฐบาลยังเข้าไปครอบงำ เปลี่ยนแปลงระบบเดิม
ซึ่งน่าจะสร้างความไม่พอใจในระบบราชการได้มาก
อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้คือการตอบโต้การดำเนินนโยบายแบบนี้ของรัฐบาลทักษิณ
ถ้าเรามองว่ากองทัพเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ เป็นภาคที่ติดอาวุธของระบบราชการ
แล้วถามว่ารัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์จะก้าวหน้าไปกว่านี้ไหม จะมีการรุกเชิงนโยบายไหม
ผมฟันธงได้ว่าไม่ คงจะกลับไปสู่การอิงระบบราชการเช่นเดิม
เขายังกล่าวต่อไปในส่วนของพรรคการเมือง โดยชี้ว่าพรรคการเมืองค่อนข้างมีพัฒนาการ
แต่การพัฒนาของพรรคการเมืองนั้นกลับไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย
ส่วนใหญ่ไปเกี่ยวโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มธุรกิจ เจ้าพ่อ
โดยไม่เห็นความสำคัญของภาคประชาชน ทั้งยังไม่ค่อยมีบทบาทในเรื่องประชาธิปไตยด้วย
ดังจะพบว่าพรรคการเมืองไม่เคยเป็นแกนนำในการต้านรัฐประหารเลยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ในส่วนของภาคประชาชน ตั้งแต่ 6 ตุลามาจนปัจจุบันมีการเติบโตค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาของกลุ่มต่างๆ ที่ต่อสู้ในปัญหาของตัวเองซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่
ก่อนหน้า 14 ตุลานั้นประชาชนไม่กล้าสู้เพราะกลัวผู้ปกครอง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคประชาชนจะมีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอในช่วง
30 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีอำนาจต่อรองเข้าไปมีส่วนกำหนดนโยบายได้มากพอ
เรายังไม่มีพรรคการเมืองของภาคประชาชน และยังเป็นไปได้ยาก
ดร.สุธาชัยยังกล่าวถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ด้วยว่า ตลอด
30 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์เป็นปัจจัยที่สำคัญและไม่อาจมองข้ามได้
เพราะเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในทางการเมืองหลายครั้ง
เช่น ปี 2523 ในการต่ออายุราชการของพล.อ.เปรม 1 ปี เป็นต้น
ท้ายที่สุด ดร.สุธาชัยสรุปว่า ฐานประชาธิปไตยของไทยในระยะ
30 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะพัฒนา แต่ไม่พัฒนา ในเวลา 30 ปีเราพบว่าเรามีการปกครองแบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ถึง 12 ปี ที่เป็นอย่างนี้เพราะมีปัญหารากฐานทางความคิดอยู่ว่า
ประชาชนไทยถูกปลูกฝังทางความคิดให้อยู่ในวัฒนธรรมไพร่ฟ้า คนไทยจำนวนมากยังคุ้นกับการพึ่งอำนาจเบื้องบน
หรือคอยว่าเมื่อไรทหารจะปฏิวัติเสียที สังคมไทยไม่คุ้นกับการคิด
หรือพึ่งพลังของตนเอง อีกทั้งประชาชนไทยโดยรวมยังตกอยู่ในมายาคติที่สำคัญมากคือการคิดว่าระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดีกว่าประชาธิปไตย
ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวถึงพัฒนาการทางกฎหมายว่าหลังปี
2535 นั้น กฎหมายในประเทศไทยเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญปี
2540 ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพราะโดยปกติรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของไทยจะเกิดจากการรัฐประหาร
แล้วตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ฉบับปี
2540 นั้นมีกระบวนการจัดทำที่เป็นประชาธิปไตยและประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
รับประกันสิทธิเสรีภาพไว้มากที่สุด แม้ว่าจะยังมีปัญหามีช่องโหว่อยู่ก็ตาม
โดยเฉพาะการทำให้นายกรัฐมีความเข้มแข็งมากเกินไป อย่างไรก็ดี
การปรับดุลยภาพนี้ไม่ควรต้องถึงกับฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทิ้ง
สังคมไทยสูญเสียโอกาสมากๆ ในกรณี 19 กันยา ถ้าเราใช้ประสบการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบสันติวิธีเหมือนตอนร่างรัฐธรรมนูญปี
40 เราจะพบว่า ถ้าระบบมันเดินไป มันจะนำไปสู่การปฏิรูปอย่างไม่มีข้อกังขา
ดร.วรเจตน์ กล่าวและว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย
หากอ้างความขัดแย้งในการทำรัฐประหาร เราก็คงสามารถทำรัฐประหารได้ทุกวัน
เขาระบุว่า อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา ประเทศไทยธรรมนูญชั่วคราว
3 ฉบับคือ หลังรัฐประหารในปี 2520 2534 และล่าสุด 2549 ซึ่งทั้งหมดมีรูปแบบและเนื้อหาที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงในการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร
แม้ธรรมนูญชั่วคราวฉบับล่าสุดจะมีชื่อเรียกไม่เหมือนใครว่า
รัฐธรรมนูญชั่วคราว และมีการรองรับสิทธิของประชาชนรวมถึงให้มีตุลาการรัฐธรรมนูญ
แต่ก็ยังมีปัญหาสำคัญ เช่น ม.36 ที่กำหนดให้ประกาศ คำสั่งของ
คปค.มีผลบังคับใช้ต่อไป และถือว่าชอบโดยรัฐธรรมนูญชั่วคราว
ปัญหาคือมีประกาศฉบับที่ 27 ที่ระบุว่าหากมีคำตัดสินให้ยุบพรรคการเมือง
นักการเมืองพรรคนั้นจะถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี ซึ่งไม่เคยมีเช่นนี้ปรากฏในการทำรัฐประหารครั้งก่อนๆ
คำถามก็คือ กฎหมายเป็นเรื่องเหตุผลหรือเป็นเรื่องของอำนาจ
กรณีพ.ร.ก.นิรโทษกรรมหลังเหตุการณ์พฤษภาคม สมัยพล.อ.สุจินดาเป็นตัวชี้วัดว่ากฎหมายเราพัฒนาไปแค่ไหน
ตอนนั้นองค์กรยุติธรรมต่างออกมาแสตมป์ว่าพ.ร.ก.นี้ใช้ได้ เพียงเพราะว่าผู้ที่เขียนกฎหมายเป็นผู้อำนาจออกกฎหมายได้ในขณะนั้น
ถ้าองค์กรที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าใช้ไม่ได้ ตามหลักเหตุผลที่ประทับอยู่ในใจของคนที่มีความเป็นมนุษย์
เชื่อไหมว่าต่อไปจะไม่เกิดรัฐประหารอีก ดร.วรเจตน์กล่าว
เขายังกล่าวถึงประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินอดีตนายกฯ
และรมต.ในรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยเตือนให้ระมัดระวังหลักความเป็นกลางของคนที่จะมาทำหน้าที่ตรวจสอบ
เพราะควรต้องยึดหลักการและปฏิบัติให้เสมอหน้า ต้องทำการพิสูจน์กันไปตามกระบวนการ
ไม่ใช่เลือกคนที่มีอคติมาแต่เดิม
ดร.วรเจตน์สรุปว่า การทำรัฐประหารเป็นการไม่เคารพเจตจำนงของประชาชน
มันควรต้องมาถึงจุดที่เขาไม่ต้องการผู้อนุบาลแล้ว เขาตัดสินใจเองได้
ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด มันอาจผิดได้ ถ้าเขารู้ว่าผิดคราวหน้าก็จะไม่เลือกอีก
หากระบบมันยังคงอยู่มันจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่เราก็ไม่เคยมีเวลามากพอที่จะได้เรียนรู้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -