สะกิดทหารอย่าล้ำเส้น ปฏิวัติอีกเจอต้านแน่ [19 ต.ค. 51 - 04:34]

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการแบ่งเป็นสองฝ่ายว่า ในสังคมมีความแตกต่างได้ แต่ไม่ควรมีความแตกแยกแล้วจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กัน มันจะเป็นบาดแผลที่ร้าวลึกอยู่ในความทรงจำ และเป็นเรื่องที่เจ็บปวด

ต่อข้อถามว่า มองทหารกับการเมืองในขณะนี้อย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ทหารมีหน้าที่ แต่เมื่อพ้นหน้าที่แล้วก็ถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง แต่เพียงในช่วงที่อยู่ในหน้าที่ไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้เหมือนคนทั่วไป เพราะทหารต้องมีระเบียบมีวินัยและข้อจำกัด แต่จะไปห้ามทหารคิดในเรื่องทางการเมืองคงไม่ได้ ส่วนการปฏิบัติตนอย่างไร ทหารต้องมีการพิจารณาตัวเอง

เมื่อถามว่า การกระทำของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และผู้นำเหล่าทัพ ถือว่ายังไม่ล้ำเส้นเกินไปใช่หรือ ไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ไม่ทราบรายละเอียดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร แต่หน้าที่ของแต่ละคนเป็นหน้าที่ที่คนคนนั้นจะต้องทำ และหากทำหน้าที่แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด

แม่ทัพน้อยที่ 2 เข้าพบ “ป๋าเปรม”

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่บ้านไร้กังวล หน้ากองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ท.โสภณ ดิษฐ์แย้ม แม่ทัพน้อยที่ 2 เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ใช้เวลาหารือกันประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้น พล.อ.เปรมจึงเดินทางกลับ กทม. ทั้งที่ตามกำหนดการเดิมจะเดินทางในช่วงบ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะเข้าพบ พล.อ.เปรมที่บ้านไร้กังวล แต่หลังจากที่ข่าวแพร่กระจายออกไปจึงไม่มีการพบกัน

ส.ว.สะกิดทหารอย่าล้ำเส้นการเมือง

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช หนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ผบ.เหล่าทัพแสดงจุดยืนต้องการให้นายกฯ ลาออกว่า ทหารมีสิทธิแสดงความเห็นได้ ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ประเทศยังยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการคือ หลักสิทธิเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักความยุติธรรม และหลักนิติธรรม แต่ทหารมีอาวุธและมีประวัติเคยใช้อาวุธเข้ายึดอำนาจรัฐด้วยวิธีการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ทหารต้องระมัด ระวังการแสดงออกทางการเมืองให้มาก ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงสุดโต่งของ 2 ขั้ว ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อต้านกองทัพหรือสนับสนุนให้กองทัพยึดอำนาจ แต่ไม่ว่าด้านไหนก็ล้วนไม่ดีกับชาติและกองทัพทั้งนั้น

เตือนถ้าปฏิวัติจะถูกต่อต้านหนัก

นายสิริวัฒน์กล่าวว่า หากมีการทำรัฐประหารคราวนี้ จะไม่ได้มีเฉพาะกลุ่ม นปช. หรือพวกของรัฐบาลเท่านั้นที่จะต่อต้าน แต่จะมีกลุ่มประชาชนที่เป็นกลาง หรือกลุ่มพลังเงียบที่รักในระบอบประชาธิปไตย พร้อมใจกันออกมาต่อต้านกองทัพ ดังนั้น กองทัพควรลดการแสดงท่าทีต่อสถานการณ์การเมืองลงให้มากที่สุด แล้วไปเพิ่มบทบาทในการเป็นทหารอาชีพ โดยเข้าไปแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ และแก้ปัญหากระทบกระทั่งบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หากแก้ 2 เรื่องนี้ได้ ประชาชนคงอุ่นใจ รักและศรัทธาในทหารมากขึ้น ทั้งนี้ ในการประชุมวิปวุฒิสภาสัปดาห์หน้าจะมีการหารือถึงสถานการณ์การเมือง เพื่อให้ทุกคนร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ

ด้านพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุ 100.5 ถึงกระแสข่าวการปฏิวัติรัฐประหารของกองทัพว่า การปฏิวัติที่ผ่านมาทุกครั้งต้องนำรถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 (ม.พัน 4) มาใช้เป็นหลัก แต่ขณะนี้รถถังวิ่งแทบไม่ไหวเพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยก่อนตนเกิด แต่ครั้งนี้สิ่งที่น่าเกลียดที่สุดคือ ผบ.ทบ. และ ผบ.ทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเพื่อนของตน แต่งเครื่องแบบเต็มยศออกรายการทีวี ซึ่งเหมือนกับการปฏิวัติ และทั้ง 4 คนที่แต่งเครื่องแบบออกมานั้นเป็นการกดดันรัฐบาลให้ลาออก เป็นการข่มขู่นายกฯ เขาคิดที่จะปฏิวัติเงียบ เพราะหากจะมีการปฏิวัติที่โฉ่งฉ่างจะน่าเกลียด แต่นายกฯไม่กลัวเพราะเป็น รมว.กลาโหม จึงไม่ลาออก

“ข่าวออกมาว่ารัฐบาลจะนำสิงห์อีสาน รวมถึงกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่ม 24 มิ.ย. ต้องยอมรับว่ามีฝ่ายซ้ายส่วนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่เข้าป่า ซึ่งกลุ่มนี้ไม่เผาผีทหารจะเห็นได้ว่า การปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา มีกลุ่มเสื้อแดง นปก.บุกกองทัพบก ซึ่งเป็นกำลังมหึมาที่ใหญ่กว่ากลุ่มพันธมิตร นี่คือกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่ชอบทหารและหากทหารออกมาปฏิวัติ ก็มีข่าวว่าเขาเตรียมจะเผารถถัง โดยเอาน้ำมันเบนซินผสมโซล่าใส่ขวดแล้วปาเข้าไป ซึ่งต่างประเทศเขาทำกัน แต่ประเทศไทยยังไม่เคยทำกัน” พล.ต.ขัตติยะกล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าหากมีการปฏิวัติจะถูกต่อต้านโดยกลุ่ม นปช. พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า ประชาชนไม่พอใจที่ ผบ.เหล่าทัพรวม 4 คน แต่งเครื่องแบบเต็มยศมาข่มขู่ รัฐบาล จึงมีกระแสข่าวว่าหากทหารออกมาครั้งนี้ จะเผารถถังให้ดู ซึ่งทหารคิดว่าการปฏิวัติโดยใช้กำลังจะไม่ชอบธรรม จึงลองแต่งเครื่องแบบข่มขู่นายกฯ หวังว่า นายกฯจะลาออก แต่ปรากฏว่านายกฯไม่ลาออก ขณะนี้ประชาชนมองว่าทหารคิดจะปฏิวัติ ไม่ว่าจะรับใบสั่งใครมาก็ตาม เพื่อไล่รัฐบาล ครั้งที่แล้วที่ทหารปฏิวัติมีคนมอบดอกไม้ให้ แต่ครั้งนี้ถ้าทหารปฏิวัติอีกครั้ง ประชาชนอาจวิ่งมาพร้อม ขวดเบียร์ใส่ไฟปาใส่รถถัง เหตุการณ์อย่างนี้อันตรายถึงประเทศ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งเดียวที่ประชาชนท้าทายว่าหากปฏิวัติจะใช้ระเบิดขวดปาใส่




(ข่าวจาก น.ส.พ ไทยรัฐ)
   
   

                  
                                    <Next>